ประมวลความรู้ Digital Marketing จากงานสัมมนา M.I.B Marketing In Black : ทำการตลาดออนไลน์ยังไงให้ได้เงินล้าน

Digital Marketing In Black

สำหรับบทความนี้ เป็นการประมวลผลความรู้ที่ผมได้จากงานสัมมนาการทำการตลาดที่ทาง M.I.B Marketing In Black by ครูชัย จัดขึ้นครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการตลาดออนไลน์ ที่พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า มันทรงพลังอย่างมากในการทำธุรกิจในปัจจุบัน และเราจะเห็นได้บ่อยมากขึ้นกับผู้คนที่กระโดดเข้ามาทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ แต่จะมีอยู่แค่ประมาณ 20% เท่านั้นที่สามารถอยู่รอดบนเส้นทางนี้

ประโยคที่ทำให้เราต้องหันมาให้ความสนใจในการทำการตลาดออนไลน์ก็คือ ธุรกิจอยู่รอดได้ด้วยการขาย และจะขายได้ดีก็ต้องทำการตลาดให้มันดีด้วย เพราะเพียงสินค้าดีอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ผลิตสินค้าหรือบริการได้ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่ถ้าการตลาดแย่ คุณก็ไปไม่รอดอยู่ดี

แต่ในขณะที่ธุรกิจที่มีสินค้าคุณภาพกลาง ๆ แต่ทำการตลาดได้ดี กลับโกยเงินได้อย่างง่ายดาย เกริ่นกันมาซะตั้งนาน เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ


ก่อนอื่นเลย ผมมีโอกาสได้รู้จักครูชัยเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว ผ่านบทสัมภาษณ์ในกรณีศึกษาการขาย Ebook 2 แสนบาทภายใน 2 สัปดาห์ ของ Mind English ที่ครูชัยเป็นเจ้าของสถาบันสอนภาษาอังกฤษ Mind English อยู่ จนมีโอกาสได้เจออีกทีก็งานสัมมนา M.I.B นี่เลย

Leader Wings and Marketing In Black

Leader Wings & Marketing In Black by ครูชัย

สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้าร่วมสัมมนานี้ พร้อมกับขนทีมงาน Leader Wings ยกขบวนกันไปเรียนเลยก็คือ หลังจากที่ติดตามครูชัย ผ่านไปเพียง 1 ปี นิด ๆ จากสถาบันสอนภาษาอังกฤษนอกตำราอย่าง Mind English ที่เน้นสอนการพูดเป็นหลัก ที่ปัจจุบันมีด้วยกัน 25 สาขา และสร้างบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้านได้ภายในเวลาเพียง 1 ปีเท่านั้นเอง แถมยังมีแฟนเพจ ที่ Engagement และ Page Like ที่สูงมาก ๆ

เท่านี้ก็เพียงพอที่จะไปรับความรู้จากครูชัยเรียบร้อยแล้วครับ พร้อมกันก็เข้าสู่เนื้อหากันเลย

(หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้จะอ้างอิงจากงานสัมมนาร้อยละ 80 และเพิ่มเติมจากผู้เขียนอีกร้อยละ 20 ในระหว่างบทความ)


สัมมนา M.I.B : Marketing In Black – ทำการตลาดออนไลน์ยังไงให้ได้เงินล้าน

อย่าพึ่งเข้าใจผิดว่าสัมมนาที่มีคำว่าเงินล้าน หรืออะไร ๆ ก็ล้านนั้น จะเป็นธุรกิจลูกโซ่หรือหลอกลวง เพราะอย่างที่ผมเรียนให้ทุก ๆ ท่านทราบในเบื้องต้นแล้วว่า การเลือกเข้างานสัมมนาใด สัมมนาหนึ่งนั้น ให้ดูที่ธุรกิจของวิทยากรได้ทำมาและดูผลลัพธ์ของวิทยากรท่านนั้น ๆ อย่างในกรณีนี้ตัววิทยากรเอง เป็นผู้ประกอบการของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Mind English ที่มีผลลัพธ์ให้เราเห็นกันมาแล้ว เป็นต้น

และสิ่งที่สำคัญไปกว่าเนื้อหาในงานสัมมนานั้น ๆ ก็คือ การเตรียมตัวของเราเอง ว่าจะสามารถนำเนื้อหาไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจของเราได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักธุรกิจส่วนใหญ่ที่ผมได้คลุกคลีมานั้น พวกเขาเพียงแค่นำไอเดียเล็ก ๆ เพียงไม่กี่ประโยคจากภายในงานสัมมนา นำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจของตนเอง ก็สามารถเกิดเป็นมูลค่าหลักแสน หลักล้านได้

ดังนั้นจงพัฒนาตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วย เพราะผมเองมักจะมีคติประจำใจอยู่เสมอว่า

“หยุดเรียนรู้เมื่อไหร่ ก็เท่ากับว่าเราถอยหลังลงคลองไปเรียบร้อยแล้ว”


 

คอนเซ็ปต์ของคอร์สนี้ถูกออกแบบให้จำง่ายโดยใช้หลักการ 24/7 แบ่งออกเป็น

2 Main Points

  • Product
  • Marketing

4 Mindsets ทำการตลาดออนไลน์

  • Digital Marketing Trends
  • Online Behavior
  • Content is the KING
  • Branding is the QUEEN

7 Steps ทำการตลาดออนไลน์

  • Set objective
  • Design a customer journey
  • Choose and integrate Digital platforms
  • Create the great content
  • Run Ad
  • Optimization
  • Measurement

2 Main Points

Product – สินค้าต้องดี ต้องแตกต่าง จากคู่แข่งในท้องตลาด

4 หลักในการเลือกสินค้ามาขาย 

  • เหมาะกับคุณ – เป็นสิ่งที่ถูกจริตกับเรา เราอาจจะใช้ประจำอยู่แล้ว และเราก็รู้ว่าคนประเภทแบบเรา ซื้อสินค้ากันยังไง หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ขายสินค้าที่คุณมักจะซื้ออยู่เป็นประจำ และขายคนที่เหมือน ๆ กับคุณนั่นแหละ เพราะคุณจะเข้าใจลักษณะของกลุ่มคนเหล่านีเได้ค่อนข้างดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ
  • ตรงกับความต้องการ – ต้องเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ ซึ่งตลาดที่แนะนำในช่วงนี้ก็คือ
    • ผู้สูงอายุ
    • สุขภาพ
    • ความงาม
    • เทคโนโลยี
    • การสื่อสาร
    • การขนส่ง
    • อาหาร

ไอเดียในการสร้างธุรกิจ คือการ Mix แต่ละเทรนด์เข้าด้วยกัน เช่น อาหารคลีนเพื่อสุขภาพและรูปร่างดี เป็นการรวมระหว่าง ธุรกิจอาหาร ธุรกิจสุขภาพ ธุรกิจความงาม เป็นต้น

  • คุณภาพดี – ถ้าสินค้าไม่ดีแต่ทำการตลาดดี ก็สามารถขายได้ แต่จะขายได้ไม่ยั่งยืน แต่ถ้าสินค้าดีและทำการตลาดได้ดี ก็จะขายยิ่งดีขึ้นไปอีก
  • แตกต่าง – ถ้าสินค้าแตกต่างจากคู่แข่ง จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันในเรื่องราคาได้

Marketing – ถ้าสินค้าไม่แตกต่างจากคู่แข่ง การตลาดจะต้องดีกว่า แต่ถ้าทั้งสินค้าดีกว่า แตกต่างจากท้องตลาด และทำการตลาดได้ดีกว่าจะยิ่งปังเป็น 2 เท่า

“Product ต้องมองขาด การตลาดต้องขั้นเทพ” by ครูชัย

4 Mindsets ทำการตลาดออนไลน์

4.1 Digital Marketing Trends

จะทำการตลาดออนไลน์ เราจำเป็นต้องรู้เทรนด์ก่อนใคร เพราะถ้าเรารู้พร้อมคนอื่นเมื่อไหร่ นั่นแสดงว่าเราตกเทรนด์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลัก ๆ ในหัวข้อนี้ ครูชัย พยายามสื่อสารให้เห็นถึงโอกาสที่มาพร้อมกับการเติบโตของยุคอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะมีด้วยกันอยู่ 5 หัวข้อย่อยดังนี้

  • การขยายตัวของ 4G – ในปัจจุบันเราจะสังเกตได้ว่า ความเร็วของอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงขึ้น แต่ราคาค่าเน็ตกลับค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ นั่นหมายถึงว่า เมื่ออินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงผู้คนได้ง่ายยิ่งขึ้น การทำธุรกิจออนไลน์หรือคนเข้าสู่โลกออนไลน์สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ที่ 4G เข้ามา สิ่งที่จะต้องหายไปก็คือ 2G หรือมือถือรุ่นเก่า ๆ ที่ไม่รองรับอินเตอร์เน็ตสมัยใหม่แล้ว จึงทำให้คนเริ่มหันมาใช้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ ๆ มากยิ่งขึ้น
  • การขยายตัวของ Smartphone – ในยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มอิ่มตัวของ Smartphone ทำให้เริ่มมีการแจกมือถือฟรีในหลาย ๆ ค่าย เพื่อพ่วงแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตและทำกำไรจากตรงส่วนนั้นแทน
  • Always Connected – เมื่ออินเตอร์เน็ตถูกลง ทำให้ผู้คนมีการซื้อแพ็คเกจแบบ Unlimited มากยิ่งขึ้น นั่นหมายถึงว่า ผู้คนในปัจจุบันเปิดอินเตอร์เน็ตหรืออาศัยอยู่บนโลกออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง จะสังเกตได้ว่าตอนตื่นนอนและก่อนจะนอนนั้น โทรศัพท์มือถือจะอยู่ข้างตัวตลอดเวลา และในขณะที่หลับก็ยังคงเปิดอินเตอร์เน็ตทิ้งเอาไว้
  • Multi-screen – เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเดิมที่ผู้คนตั้งหน้าตั้งหน้ารอดูรายการทางทีวีเป็นช่วงเวลา แต่ในปัจจุบันผู้คนมีเวลาจำกัด หลาย ๆ คนจึงเลือกที่จะไปเสพย์เนื้อหาย้อนหลังกันผ่านทาง Youtube หรือเว็บไซต์ดูรายการย้อนหลังกันมากขึ้น หรือแม้กระทั่งดูทีวีรายการสด แต่ในช่วงพักเบรคโฆษณา ผู้คนก็มักจะหยิบมือถือมาอัพเดทสเตตัสกันบนโลก Social ในเวลาเดียวกัน ดังนั้นนั่นหมายถึงว่า ผู้คนไม่ได้เสพย์สื่อน้อยลง เพียงแต่เปลี่ยนช่องทางการเสพย์สื่อ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าในฐานะที่เราเป็นผู้ประกอบการ ก็ต้องรู้ด้วยว่ากลุ่มลูกค้าของเรา เขามักจะเข้าไปกระจุกรวมตัวกันอยู่ที่ไหนเยอะเป็นพิเศษ
  • New Internet User – จากผลสำรวจ Digital In THAILAND 2016 จะพบว่า
    • จำนวนประชากร – 68.05 ล้านคน
    • มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต – 38.00 ล้านคน
    • มีผู้ใช้ Social Media ที่ Active อยู่ – 38.00 ล้านคน
    • มีผู้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่าน Mobile – 82.78 ล้านคน
    • มีผู้ใช้ Social Network ผ่าน Mobile – 34.00 ล้านคน

จะเห็นได้ว่าคนไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ Mobile จำพวก Smartphone, Tablet เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่ก็ยังใช้ Mobile เชื่อมต่อกับ Social Network อีกด้วย และนี่คือสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจกับการพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้อุปกรณ์ Mobile กันมากขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ มีกลุ่มคนอีกกว่า 30 ล้านคน ที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่โลกอินเตอร์เน็ต(แต่มาแน่ ๆ) ดังนั้นกลุ่มคนเหล่านี้ จะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตครั้งแรกผ่านมือถือ ไม่ได้ผ่านคอมพิวเตอร์กันแล้ว แต่กลุ่มนี้ อาจจะยังไม่เชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าหรือทำธุรกรรมทางการเงินผ่านออนไลน์ แต่ในช่วงแรก อาจจะใช้เพียงติดต่อสื่อสารหรือท่องอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่ให้เราเตรียมตัวไว้เลยว่า ถ้ากลุ่มนี้พร้อมที่จะจับจ่ายซื้อสินค้าออนไลน์เมื่อไหร่ จะเป็นเม็ดเงินที่มหาศาลอีกก้อนหนึ่งเลยทีเดียว

digital in thailand

ข้อมูลจาก Digital in 2016: data, trends & insights

เพิ่มเติม : ในปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของ Content ประเภท Video เพราะเราจะสังเกตได้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Facebook ก็ดี LINE TV ก็ดี รวมไปถึง Youtube Thailand ก็ดี ที่มีการเน้น Content ประเภท Video กันมากยิ่งขึ้น

และสำหรับในประเทศไทย ก็ยังมีผู้ที่กระโดดเข้าสู่ตลาด Video Content ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (ในขณะที่ต่างประเทศไปกันไกลมากแล้ว มีเศรษฐีที่ทำรายได้อย่างถล่มถลายด้วย Youtube มากันนักต่อนัก) ดังนั้นในช่วงนี้ ถ้าใครเริ่มก่อนได้เปรียบอย่างแน่นอน


4.2 Online Behavior

พฤติกรรมของผู้บริโภค ก็คือสิ่งที่สำคัญ ที่ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ เพื่อให้สามารถปิดการขายได้ดียิ่งขึ้น เป็นยุคที่ผู้คนมีลักษณะนิสัยประมาณนี้ คือ

  • ใจร้อน ชอบอะไรสั้น ๆ ง่าย ๆ ไว ๆ เข้าใจง่าย
  • ชอบพูดกับคน ไม่ใช่โลโก้ ชอบพูดภาษาบ้าน ๆ
  • ชอบเรื่องบันเทิง
  • ไม่ชอบอ่านอะไรเยอะ ๆ หรืออะไรที่จริงจังเกินไป

แม้ว่าโลกอินเตอร์เน็ตจะเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ไม่มีกำแพงแบบการเปิดร้านแบบปกติ และเช่นเดียวกัน คู่แข่งที่กระโดดเข้ามา ก็มีอีกมากมาย ซึ่งเป็นคู่แข่งที่เราจะต้องแข่งด้วย ดังนั้นถ้าสินค้าของคุณไม่ได้แตกต่างจากคู่แข่ง โอกาสที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปร้านอื่น ก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย กรณีที่เราพบเห็นได้บ่อยก็คือ ถ้าร้านค้าคุณตอบช้า แม้เพียงไม่กี่วินาที ลูกค้าก็มีโอกาสไม่ซื้อหรือเปลี่ยนใจไปซื้อร้านอื่นได้ในทันที

“แต่ถ้าสินค้าคุณแตกต่าง อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

“หรือถ้าสินค้าเหมือนกัน การตลาดคุณต้องเจ๋งกว่าของคู่แข่ง”

ดังนั้นมันขึ้นอยู่กับว่า คุณมองเห็นอุปสรรคหรือโอกาสของการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์มากกว่ากัน

เทคนิคในการคุยกับคนบนโลก Social

  • ห้าม Copy & Paste ข้อความเด็ดขาด โดยเฉพาะหน้าแฟนเพจ เพราะคนชอบคุยกับคน ทำตัวให้เป็นหุ่นยนต์น้อยที่สุด เพราะการใส่ใจรายละเอียดการคุยที่มีประโยคแตกต่างกันเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ผู้คนก็สามารถสัมผัสความใส่ใจของแบรนด์นั้น ๆ ได้ เช่น ถ้าเป็นคำถามซ้ำ ๆ เดิม ๆ อาจขึ้นต้นหรือลงท้ายประโยคด้วยหางเสียงที่แตกต่างกันออกไป เป็นต้น
  • อย่าใช้ภาษาทางการ ให้ใช้การคุยเหมือนภาษาพูด เหมือนพูดกับเพื่อนเราเอง

4.3 Content is the KING

“Content” แปลตรงตัวก็คือ “เนื้อหา” ซึ่งคือเนื้อหาที่เราจะนำเสนอให้คนบนโลกออนไลน์รับรู้เกี่ยวกับเรา ซึ่ง Content Platform หรือรูปแบบของ Content มีเยอะแยะมากมาย แต่ผู้เขียนเองขอสรุปประเภทของ Content ออกมาอยู่ในรูปของ

  • Text Content : ตัวหนังสือ เช่น บทความ เอกสาร
  • Sound Content : เสียง เช่น AudioBook รายการวิทยุ เทปสัมภาษณ์
  • Image Content : ภาพ เช่น ภาพถ่าย ภาพเขียน
  • Video Content : วีดีโอ เช่น รายการวีดีโอ หนังสั้น

หัวใจสำคัญที่สุดของการทำ Content

  • Brand Purpose – สิ่งที่แบรนด์อยากพูด
  • What Customers Want – สิ่งที่ลูกค้าอยากฟัง
  • Content Marketing – สิ่งที่แบรนด์อยากพูดและลูกค้าอยากฟัง ซึ่งโดยหลักแล้วจะเรียกว่า Value Content คือเนื้อหาที่เน้นคุณค่าของผู้บริโภคเป็นหลัก แต่สอดแทรกความเป็นตัวตนของแบรนด์ลงไป
content marketing strategy

Image credit: slideshare

เคล็ดวิชาในการสร้าง Theme Content เป็นของตนเอง

เราจะสังเกตได้ว่า หลาย ๆ แบรนด์ แชร์ Content ที่เจ๋ง ๆ มาจากแหล่งต่าง ๆ ที่แม้จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้าของเราก็จริง แต่คนที่ได้เครดิตจริง ๆ ก็คือคนที่เป็นเข้าของ Content นั้นต่างหาก

ดังนั้น ไม่ใช่นึกอยากจะโพสอะไรก็โพส นึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน แต่แบรนด์แต่ละแบรนด์ จำเป็นต้องมี Theme ของ Content เป็นของตนเอง

ถ้ายังนึกไม่ออก ให้นึกถึง “นิตยสาร” ให้เราทำตัวเสมือเป็นนิตยสาร กองบรรณาธิการ สักเล่มหนึ่ง ที่จะพูดถึงหัวข้อที่เกี่ยวกับแบรนด์ สินค้าหรือบริการของแบรนด์

ซึ่งถ้าเราสังเกตดี ๆ จะพบว่า การทำนิตยสาร ก็จะประกอบไปด้วยคอลัมน์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย แต่ยังคงเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ผู้อ่านหรือกลุ่มลูกค้านั้น ๆ สนใจอยู่ และสลับกันไปมา ระหว่างการโฆษณาหรือขายของในนั้นในสัดส่วนที่เหมาะสม

ซึ่งหัวข้อนี้นี่เอง ที่ผู้เขียนมีความเห็นตรงกันกับครูชัยก็คือ

เวลายกตัวอย่างว่า Leader Wings ทำอะไร ผมมักจะชอบยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ผมปลื้มเลยก็คือ

โมเดลจะคล้าย ๆ กับค่าย Marvel ที่คอยสร้างฮีโร่ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น
กัปตันอเมริกา ไอรอนแมน เดอะฮัค สไปเดอร์แมน ฯลฯ

ที่มี Content เจ๋ง ๆ ที่สามารถถ่ายทอดพลังเพื่อช่วยเหลือผู้คนได้อีกจำนวนมาก ที่ต้องการ Content นำไปปรับใช้กับธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งยิ่งค้นหา ก็ยิ่งเจอฮีโร่พันธุ์ใหม่ที่เจ๋ง ๆ มากขึ้นกว่าเดิม และแน่นอนว่าค่าย Marvel จะต้องคอยทำ Content Marketing คอยซับพอร์ทเหล่าฮีโร่ เพื่อที่จะทำให้สารที่ส่งออกไปให้ได้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

ดังนั้นตัวอย่างที่ Leader Wings ทำเสมือนเป็นนิตยสารก็คือ จะเป็นนิตยสารด้าน “ธุรกิจ” ที่ให้ Content ประเภท Entrepreneurship, Leadership, Digital Marketing และผลิตสินค้าประเภทข้อมูลความรู้ เช่น Ebook, AudioBook และ Video ในรูปแบบของ CD, DVD หรือรับชมออนไลน์ เป็นต้น

เทคนิคการทำ Pre-Marketing

เทคนิคที่ครูชัยนำมาปรับใช้กับธุรกิจโรงเรียนสอนภาษา Mind English ก็คือ การทำ Marketing ก่อนที่จะเปิดโรงเรียนด้วยซ้ำ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการทำการตลาดก่อนที่จะมีตัวสินค้า

เทคนิคนี้จะเป็นตัวช่วยที่ทำให้เราสามารถเมคชัวร์ได้ว่า เป็นที่ต้องการของตลาดจริง ๆ หรือไม่ เพราะถ้าทำการตลาดแล้ว ได้ผลตอบรับที่ค่อนข้างดี ลูกค้าต้องการสินค้า เราก็สามารถผลิตสินค้าในภายหลังก็ยังไม่สาย แต่ถ้าเราสร้างสินค้าหรือสต็อคสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ทำการตลาดทีหลัง อาจจะแป๊กได้ เพราะไม่ได้มีการหยั่งเชิงความต้องการของตลาดก่อน

ซึ่งเทคนิคนี้ทาง Leader Wings เองก็ได้นำมาปรับใช้กับการสร้างสินค้า โดยวิธีการก็คือ ก่อนที่จะสร้างและผลิตตัวสินค้าประเภทข้อมูลความรู้นั้น ๆ ก็จะสร้าง Content ขึ้นมาชุดหนึ่งก่อน เพื่อดูผลตอบรับของผู้ติดตามว่ามีปฏิกิริยากับ Content ประเภทนั้น ๆ อย่างไรบ้าง

จากนั้นเมื่อมีความต้องการของลูกค้าเกิดขึ้นเกี่ยวกับหัวข้อนั้น ๆ ทาง Leader Wings ก็จะทำการสร้าง Content จากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อนั้น ๆ ออกมาเป็นสินค้าที่อยู่ในรูปแบบของ CD, DVD หรือ Video โดยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเนื้อหา เพราะบางเนื้อหาจำเป็นต้องเห็นรูปภาพ ก็จะปรับเปลี่ยนเป็น Video หรือบางเนื้อหาไม่ต้องการใช้รูปภาพก็ปรับเปลี่ยนเป็น AudioBook เป็นต้น

Key Concept – “Value Content ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลูกค้า ไม่ใช่เพื่อตัวสินค้า”

และต่อไปนี้คือแผนภาพขยายความ ในการสร้าง Content สำหรับแบรนด์และสำหรับลูกค้าควบคู่กันไป และเป็นแผนภาพที่ผมเห็นครั้งแรกแล้วก็อุทานขึ้นในใจทันทีเลยว่า “โอ้ววว นี่แหละแผนภาพที่ผมต้องการ” เพราะการทำ Content ให้สมดุลระหว่างแบรนด์และลูกค้าเป็นเรื่องที่จะต้องทดสอบ ทดลอง และค้นหาของแต่ละแบรนด์ แบรนด์ใคร แบรนด์มัน ลอกเลียนแบบกันเป๊ะ ๆ 100% ไม่ได้ แต่ที่ลอกเลียนแบบได้ก็คือ รูปแบบ วิธีคิด ของคนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

แผนภาพการสร้าง Content ถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ

content marketing strategy

Value Content – ทำเพื่อลูกค้าหรือกลุ่มผู้ติดตามโดยเฉพาะ เน้นที่ประโยชน์สูงสุดที่ลูกค้าจะได้รับ ซึ่ง Value Content ที่มีค่ามากที่สุด ไม่ใช่ Content ที่ดีที่สุด แต่คือ Content ที่สามารถช่วยผู้คนได้มากที่สุด

  • Own Content – Content ที่เราสร้างขึ้นเอง
  • Share Content – Content ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา

Brand Content

  • Marketing Content – ขายอ้อม ๆ เช่น Brand Story, รีวิวลูกค้า
  • Sales Content – ขายตรง ๆ เช่น สินค้าออกใหม่ ระบุราคาสินค้า รายละเอียดสินค้า ช่องทางการชำระเงิน รายละเอียดการจัดส่ง

และสูตรสำเร็จที่ครูชัยแนะนำสำหรับการสร้าง Content ในช่วงเริ่มต้นก็คือ

60 : 20 : 10 : 10

Own Content : Share Content : Marketing Content : Sales Content

แต่สำหรับครูชัย ใช้สูตร 90 : 10 กับ Mind English คือ Own Content 90% และ Sales Content อีก 10%

เพราะครูชัยให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ จึงเลือกที่จะสร้าง Own Content เป็นของตนเองทั้งหมด

สูตรลับวัดระดับความปังของ Content บน Facebook

ตัวชี้ Content Ranking สไตล์ครูชัย

  • Organic Reach (จำนวนการเข้าถึงผู้คนบน Facebook)
  • Like Post (จำนวน Like ของโพสต์นั้น ๆ)
  • Share Post (จำนวนการแชร์ของโพสต์นั้น ๆ)

Ranking : Good Content

  • Organic Reach > 3%
  • Like Post > 1% of Reach
  • Share Post > 10% of Like

Ranking : Great Content

  • Organic Reach > 6%
  • Like Post > 2% of Reach
  • Share Post > 20% of Like

Ranking : EPIC Content

  • Organic Reach > 9%
  • Like Post > 3% of Reach
  • Share Post > 40% of Like

สรุปสั้น ๆ คือ Content ที่ดี ต้องเป็น Content ระดับ Good Content ขึ้นไป

Thumb Strategy กลยุทธ์หยุดนิ้วโป้ง

smartphone

Image credit: pixabay

ในยุคที่ Information Overload หรือข้อมูลท่วมหัวของผู้บริโภค สิ่งหนึ่งที่เราในฐานะแบรนด์ผู้ผลิต Content เราจำเป็นต้องแข่งกับนิ้วโป้งของผู้บริโภคที่กำลังเลื่อนหน้าจอ Smartphone ที่จะต้องหยุดให้พวกเขาสนใจให้ได้ภายใน 3 วินาที ถ้าทำไม่ได้ พวกเขาก็จะหลุดลอยไป ดังนั้นคุณจะต้องหยุดพวกเขาให้ได้โดยมีเวลาเพียง 3 วินาทีเท่านั้น

  • รูป Build impact – คำกล่าวหนึ่งที่เรามักจะได้ยินอยู่บ่อย ๆ ก็คือ 1 รูปแทนหลายพันคำ เพราะรูปที่โดดเด่น สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ จะสามารถดึงดูดสายตาของผู้คนให้หันมาสนใจได้ดีมากที่สุด ก่อนที่จะเสพย์ Content ด้านในเสียอีก

ข้อควรระวัง : การใช้รูปภาพนั้น ส่วนใหญ่เป็นรูปภาพที่มีลิขสิทธิ์ตั้งแต่ผู้ถ่ายได้ถ่ายหรือสร้างภาพนั้น ๆ ขึ้นมาแล้ว ดังนั้นการใช้รูปภาพโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของภาพก่อน อาจมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามหลังมาได้ในอนาคต

แต่บางเว็บไซต์อนุญาตให้ใช้รูปภาพได้ โดยแต่ละเว็บไซต์มีข้อแม้ในการใช้งานแตกต่างกันไป เช่น ต้องทำลิงค์กลับมายังภาพต้นฉบับเป็นต้น

รายชื่อเว็บไซต์ที่อนุญาตให้นำภาพมาลงเว็บไซต์ได้ฟรี

  • หัวข้อ Strong Start – หัวข้อที่ดี จะสามารถดึงดูดให้ผู้คนกดเข้าไปเสพย์ Content ภายในต่อ เราจะเห็นตัวอย่างได้เด่นชัด เช่น การพาดหัวข้อข่าว ที่สามารถดึงดูดให้ผู้คนหยุดเข้าไปอ่านต่อได้ แต่ให้พึ่งระวังเอาไว้ว่า ห้ามใช้พาดหัวที่เรียกว่า Link Bait หรือล่อให้คลิกเด็ดขาด เช่น หัวข้อพาดที่ออกจะโอเวอร์ หรือเมื่อคลิกเข้าไปแล้วเนื้อหาไม่ตรงกับที่พาดหัวเอาไว้ จะทำให้แบรนด์คุณเสียหายได้ในทันที
  • เนื้อหา High-touch – และเมื่อคุณสามารถนำพาผู้คนเข้าไปเสพย์เนื้อหาได้แล้ว ทีนี้เนื้อหาก็ต้องทำได้ดี มีประโยชน์ต่อผู้เสพย์ Content สูงสุดอีกเช่นกัน เพราะถ้ารูปภาพเยี่ยม หัวข้อสุดยอด แต่เนื้อหาด้านในกลับแย่ ก็ไปไม่รอดอยู่ดี
  • จบ Smart Stop – เมื่อ 3 ข้อด้านบนผ่านไปได้ด้วยดี และเสริมด้วยการลงท้ายตอนจบแบบยอดเยี่ยม จะทำให้ Content นั้น ๆ ตราตรึงกับผู้เสพย์ไปอีกนานแสนนาน ด้วยประโยคจบที่ประทับใจ โดนใจ มีโอกาสในเพิ่มการ Like, Comment และ Share

เทคนิคในการเขียน Sales Content

  • ต้องเป็น Content ที่สร้างขึ้นมาเอง แม้ว่าจะเป็นตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์แม่ก็ตามที เพราะการใช้ภาษา สำเนียง ต่อฐานลูกค้าของเราก็ยังคงมีความแตกต่างกับลูกค้าจากแบรนด์แม่โดยตรง
  • เป็น Content ที่สดใหม่อยู่เสมอ เพราะคนบนโลกออนไลน์เบื่อง่าย ไม่ควรทำโพสท์เดียวแล้วยิง Facebook Ads ยาวเลย เพราะเมื่อลูกค้าคนเดิมเห็นโฆษณาเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็จะเกิดการเมินเฉย และหายไปจาก News Feed Facebook ของลูกค้าในท้ายที่สุด
  • เล่า Brand & Product Story – การเล่าเรื่องให้กับแบรนด์และสินค้าของเรานั้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าโดยปริยาย ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารญี่ปุ่น เจ้าของร้านซูชิชื่อดัง มักจะเล่าเรื่องราวของการนำวัตถุมาประกอบอาหาร วิธีการปั้นข้าว วิธีการเล่าเรื่องต้นกำเนิดของร้าน จะทำให้อาหารดูดีมีราคาขึ้นมาทันที
  • รีวิวจากลูกค้า – บุคคลที่สาม จะสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าการที่แบรนด์พูดชมตนเอง ดังนั้นการสอบถามลูกค้าหลังการขาย เช่น สอบถามว่าได้รับสินค้าหรือยัง ใช้สินค้าแล้วเป็นอย่างไรบ้าง และขออนุญาตลูกค้าเพื่อนำประโยคที่คุยแชทไปโพสหน้าเว็บหรือหน้า Social เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
  • Influencer – หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่ก็ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแบรนด์และสินค้า

4.4 Branding is the QUEEN

ในฝั่งของการทำ Marketing นั้นสามารถวัดผลได้ง่ายกว่าการสร้าง Branding เพราะธุรกิจจำเป็นต้องมียอดขายจึงจะอยู่รอด ซึ่งการวัดผลจากการสร้าง Branding นั้น จะไม่สามารถวัดผลทางตรงได้อย่างชัดเจน เช่น ความจงรักภักดีของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ ที่จะทรงพลังอย่างมาก ในกรณีที่มีคนโจมตีแบรนด์ ณ เวลาเดียวกันนั้นก็จะมีผู้ที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ออกมาปกป้องแบรนด์นั้น ๆ เช่นกัน

Marketing จะทำให้คุณขายได้ แต่การสร้าง Branding ควบคู่กันไป จะทำให้คุณทำธุรกิจขายได้อย่างยั่งยืน

มีคำกล่าวหนึ่งที่ครูชัยกล่าวเอาไว้ว่า

“สินค้าสร้างจากโรงงาน ส่วน Branding สร้างจากในใจของลูกค้า”

ประโยชน์ของการทำ Branding ก็คือ

  • ช่วยในการตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • สร้างความแตกต่างกับสินค้าในท้องตลาด
  • ยอดขายสูงขึ้น

เพราะถ้าเทียบสินค้าประเภทเดียวกัน จะสังเกตได้ว่า สินค้าที่มีแบรนด์จะมีราคาสูงกว่าสินค้าที่ไม่มีแบรนด์

Branding ไม่ได้หมายถึงโลโก้ เพราะโลโก้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแบรนด์ แต่ Brand คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้คนสามารถสัมผัสตัวตนได้จากสิ่งที่แบรนด์นั้น ๆ สื่อสารออกมา

ซึ่งในที่นี้ ครูชัย ได้นำเสนอมุมมองว่าการสร้าง Facebook Fan Page ก็เปรียบเสมือนการสร้างแบรนด์ขึ้นมา โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้

  • Page Name – เทคนิคที่ครูชัย แนะนำในปัจจุบันนี้คือ การใช้ชื่อ Brand + Keyword เป็นการผสมผสานระหว่างชื่อแบรนด์กับคำสื่อสารหลักที่เราต้องการสื่อให้ลูกค้าเข้าใจได้ในทันทีว่าแบรนด์นี้ต้องการสื่ออะไร จะเหมาะสำหรับ SME ที่แบรนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากนัก ตัวอย่างเช่น Mind English : พูดภาษาอังกฤษได้ทันที โดยไม่ต้องมี Grammar
  • Logo – จดจำได้ง่าย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รูปภาพสามารถสื่อสารแทนแบรนด์ได้
  • Font – จำเป็นต้องมีตัวอักษรประจำที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ซึ่งควรลงทุนในการซื้อหรือออกแบบตัวหนังสือเฉพาะของแต่ละแบรนด์
  • Color – สามารถบ่งบอกอารมณ์ของแบรนด์ได้ เช่น สีรุ้ง ให้อารมณ์ที่สดใส, สีขาวดำ ให้อารมณ์ ที่เข้ม สุภาพ เคร่งขรึม เป็นต้น (การเลือกชุดเฉดสี – color.adobe.com)
  • Mood & Tone – เนื่องจากผู้คนชอบสื่อสารกับผู้คนด้วยกัน ดังนั้นแม้แต่แอดมินประจำแฟนเพจ เราควรตั้งบุคลิกของผู้ที่เป็นแอดมินให้ทั้งทีมเข้าใจตรงกัน เช่น ในกรณีของ Mind English ใช้บุคลิกของแอดมิน ที่ชื่อว่าน้องมายด์ ผู้หญิงสาวสวย วัยรุ่น น่ารัก อารมณ์คิขุอาโนเนะ ขี้เล่น อารมณ์ดี ดังนั้นต่อให้เปลี่ยนแอดมินคนใหม่ ก็สามารถสวมบทบาทเป็นน้องมายด์ได้ในทันที ตัวอย่างที่น่าสนใจก็คือ แอดมินของ Facebook Fan Page KFC ที่มีทีมงานแอดมินหลายคน แต่สามารถทำให้ออกมาเป็นเสมือนแอดมินคนเดียวกันตอบได้ เป็นต้น
  • Corporate Identity (CI) – คือ อัตลักษณ์องค์กร (Corporate Identity) ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกแบบมาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจหรือกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ โดยจะออกมาในลักษณะของแบรนด์และการใช้เครื่องหมายการค้า สีขององค์กร ในการสร้างแบรนด์ให้กับสินค้านั้นจำเป็นต้องใช้อัตลักษณ์ในการสร้าง เพื่อให้สามารถสื่อสารผ่าน 3 ช่องทางคือ ผ่านทางภาพ, ทางพฤติกรรม ผ่านการพูด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่ขั้นตอนของการออกแบบเครื่องหมายการค้าต่อไป (อ้างอิงข้อมูลจาก – phranakornsoft.com) และผลของการทำ CI ก็คือ เมื่อเห็นแว๊บแรก ก็สามารถแทบจะบอกได้ทันทีเลยว่า เป็นแบรนด์ใด หรือแม้แต่โดนก้อปปี้ Content เช่นรูปภาพไป ก็แทบจะสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าจริง ๆ แล้วต้นฉบับเป็นของแบรนด์ใด เป็นต้น

7 Steps ทำการตลาดออนไลน์

วิธีคิดสำคัญกว่าวิธีทำ ดังนั้นจำเป็นต้องมีวิธีคิดหรือ Mindset ก่อนที่จะมาลงมือทำในหัวข้อนี้ แต่ถ้าไม่ลงมือทำก็จะไม่เกิดผลลัพธ์อยู่ดี

ก่อนที่จะลงมือทำการตลาดออนไลน์ เราจำเป็นต้องเลือก Platform ที่เราจะลงไปเล่นก่อน เนื่องจาก Platform ออนไลน์นั้น มีอยู่เยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ดังนั้นเราจึงต้องเลือกโฟกัสที่ Platform ที่กลุ่มลูกค้าของเรามักจะไปใช้รวมตัวกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าเครื่องสำอาง ผู้หญิงมักชอบดูวีดีโอบน Youtube ในการรีวิวสินค้า เพื่อตัดสินใจได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าลูกค้าไม่ได้เล่น Twitter ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำ เพราะจะเสียเวลาโดยใช่เหตุ แต่บางคนเลือกที่จะทำการตลาดออนไลน์บน Facebook เพียงอย่างเดียวก็ได้ ไม่มีผิดมีถูก แต่อาจจะเสียโอกาสบางส่วนไป เช่น ถ้าทำการตลาดออนไลน์บน Facebook อาจจะมียอดขาย 1 ล้านบาทต่อเดือน แต่ถ้าทำการตลาดออนไลน์บน Youtube ก็อาจจะมียอดขายสูงถึง 10 ล้านบาทต่อเดือน ก็เป็นได้

7.1 Set objective

เราจำเป็นที่จะต้องเลือกจุดประสงค์ก่อนว่า เราจะทำการตลาดเพื่ออะไร เหมือนกับเลือกเป้าหมายก่อนเดินทาง เพราะแต่ละจุดประสงค์มีการทำงานที่แตกต่างกันออกไป

  • SELL – ธุรกิจทั่ว ๆ ไปที่ขายแบบ B2C เป็นปกติที่เป้าหมายคือการสร้างยอดขาย
  • BRANDING – แต่สำหรับธุรกิจแบบ B2B ส่วนใหญ่จะปิดการขายแบบออฟไลน์ ดังนั้นจุดประสงค์หลักในการทำการตลาดออนไลน์คือการสร้างแบรนด์ และแน่นอนครับว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบใดก็จำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ทั้งสิ้น
  • LOYALTY – ดูแลฐานลูกค้าเก่า ให้มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ เป็นสาวกของแบรนด์เรา
  • COMMUNICATION – การซับพอร์ทลูกค้า

7.2 Design a customer journey

the customer journey

Image credit: delvinia.com

  • Awareness – การที่ผู้คนพบเจอสินค้าหรือแบรนด์ของคุณ
  • Consideration (Research+Decision) – การพิจาณา อยู่ในช่วงระหว่างการตัดสินใจ
  • Purchase (Pre-purchase+Purchase) – ช่วงการซื้อสินค้า สะดวกต่อการซื้อของลูกค้าหรือไม่ ระบบสั่งซื้อออนไลน์เป็นอย่างไร สามารถตัดเงินผ่านบัตรเครดิตได้หรือไม่ ประเด็นก็คือ จะต้องมีระบบจ่ายเงินที่สะดวกที่สุดแก่ลูกค้า
  • Post-purchase – หลังจากการซื้อ ลูกค้าจะเริ่มแสดงความรู้สึกที่ลูกค้ามีต่อสินค้าหรือบริการของคุณ ถ้าให้ดี ต้องมีการออกแบบการติดตามลูกค้าหลังการขายและต้องมีการออกแบบเพื่อให้ลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ เพราะการสร้างยอดขายจากลูกค้าเก่า ใช้งบประมาณน้อยกว่าการหาลูกค้าใหม่ถึง 6 เท่า

7.3 Choose and integrate Digital platforms

เลือกจุดประสงค์ในการทำก่อนว่า เป้าหมายในการทำการตลาดออนไลน์ของคุณคืออะไร เพื่อที่จะเลือก Platform ที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไปได้

เราจำเป็นต้องเลือก Platform ที่ลูกค้ารวมตัวอยู่และเชื่อมต่อทุก Platform ของธุรกิจคุณเข้าด้วยกัน

เพราะแต่ละ Platform จะมีหน้าที่และประสิทธิภาพแตกต่างกันไป เช่น Youtube จะเหมาะกับการสร้าง Awareness หรือสร้างการรับรู้ แต่จะไม่เหมาะกับการปิดการขาย เพราะสุดท้ายลูกค้าจะชินกับการปิดการขายผ่านช่องทางอื่นมากกว่า เช่น Facebook, LINE เป็นต้น

ยกตัวอย่างการเชื่อมต่อแต่ละ Platform เข้าด้วยกัน ในกรณีนี้ จะเลือกใช้ Platform ดังต่อไปนี้

  • Website
  • Facebook
  • LINE@
  • Instagram

ขั้นแรก Website ได้ลงบทความและทำ SEO (Search Engine Optimization) เพื่อให้ติดอันดับแรก ๆ บนผลการค้นหาบน Google จากนั้นจะนำผู้คนจาก Google เข้ามายังเว็บไซต์ ที่มี Content ให้เสพย์และมีการแนะนำหน้า Facebook Fan Page เพื่อกด Follow ติดตามเนื้อหาใหม่ ๆ อยู่เสมอ

อาจจะใช้กิจกรรมเพื่อร่วมสนุกกับฐานแฟนเพจ Facebook ไปเล่นกิจกรรมกันบน Instagram หรือใช้เทคนิคการแจกของฟรี เช่น Ebook โดยให้ผู้คนสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีบนหน้า LINE@ ที่จะเชื่อมโยงไปลิงค์โหลดบนหน้าเว็บไซต์อีกทีหนึ่ง (มาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะเริ่มงง ๆ แล้ว)

ประเด็นหลัก ๆ ก็คือ เป็นศาสตร์และศิลป์ ที่ไม่ตายตัว แต่จุดประสงค์ก็คือ ทำให้ทุก ๆ Platform ของแบรนด์เติบโตในทุก ๆ ช่องทาง

7.4 Create the great content

ต้องเข้าใจก่อนว่า พฤติกรรมของผู้คนบนแต่ละ Platform แตกต่างกันออกไป เช่น บน Instagram ต้องเน้นที่รูปภาพเป็นหลัก แต่อาจจะไม่เหมาะกับ Content ยาว ๆ หรือ Twitter จะโพสได้โพสละ 140 ตัวอักษร เป็นต้น

ซึ่งถ้าจะทำหลาย ๆ Platform ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างทีมงานขึ้นมาเพื่อซับพอร์ท Content แต่ละ Platform แต่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ก็ให้โฟกัสเฉพาะที่ Platform ที่ให้ผลลัพธ์สูงที่สุดก่อน

7.5 Run Ads

มีคำถามที่มักพบบ่อยว่า ทำ Facebook Page ต้องทำโฆษณาหรือไม่? อาจจะมีคำตอบทั้งทำหรือไม่ต้องทำก็ได้

แต่ถ้าเปลี่ยนคำถามว่า “ถ้าคุณทำธุรกิจ คุณต้องมีงบทำการตลาดหรือไม่?” แน่นอนครับว่า ถ้าคุณทำธุรกิจ คุณก็ต้องมีงบการตลาดอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะการทำโฆษณาก็เป็นงบการตลาดส่วนหนึ่งนั่นเอง

ซึ่งข้อดีของการทำโฆษณาออนไลน์ ก็คือ มันสามารถวัดผลได้อย่างแม่นจำ รวดเร็ว และใช้งบประมาณเริ่มต้นที่น้อยมาก ๆ

  • Google Adwords – เหมาะกับ PULL Marketing โดยลูกค้าจะเข้ามาหาเราเอง เพราะพวกเขาค้นหาผ่านทาง Google แล้วเข้าเว็บเราเองผ่านโฆษณาที่เราลงเอาไว้
  • Facebook Ads – เหมากับ PUSH Marketing จะเหมาะกับการเข้าหาลูกค้าโดยตรง ซึ่งจริง ๆ แล้วบางที ถูกค้ายังไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร แต่เราก็ส่งให้ถึงที่ หน้า News Feed Facebook

ในส่วนของรายละเอียดในการทำโฆษณานั้น แต่ละช่องทาง ก็จะมีการทำแตกต่างกันไป ตั้งแต่ระดับ Basic จนถึง Advanced ซึ่งเจ้าของธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาในเบื้องเชิงลึกต่อ ๆ ไป ซึ่งจะช่วยให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

คำแนะนำในการทำธุรกิจก็คือ ต้องมีงบประมาณในการทำโฆษณาประมาณ 20% ของยอดขาย

เพราะเราไม่สามารถคาดหวังยอดขายเดือนละ 1 ล้านบาท ได้ด้วยการลงโฆษณาวันละ 30 บาท

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ายอดขายที่คาดหวังไว้คือ 1 ล้านบาทต่อเดือน งบประมาณในการลงโฆษณาที่สมเหตุสมผลก็คือ 1-2 แสนบาทต่อเดือน (10%-20%) เป็นต้น

7.6 Optimization

การปรับแต่งให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราต้องสามารถอ่าน Report ของโฆษณาได้เป็น และต้องสามารถปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นด้วย

อย่าให้ราคาโฆษณายิ่งถูก ยิ่งดี เป็นตัวหลอก ต้องวัดผลกับจุดประสงค์ที่เราต้องการ เช่น งบประมาณโฆษณาคือ 50,000 บาท ถ้าจุดประสงค์คือยอดขาย ยอดขายที่ต้องการก็คือ 500,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อให้โฆษณาออนไลน์ออกมามีประสิทธิภาพมากที่สุด สิ่งที่ต้องทำก็คือการทำ A/B Testing (What is A/B Testing? (Explained in 1 Minute)) คือการทดสอบเพื่อหารูปแบบโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด ณ ขณะนั้น และอย่าหลงกลว่า โฆษณาชิ้นนั้นจะดีตลอดไป เพราะโฆษณาที่ดีชิ้นนั้น คือดีสำหรับช่วงที่ทำการทดสอบเท่านั้น ณ เวลาอื่นอาจจะห่วยแตกเลยด้วยซ้ำ

7.7 Measurement

ทุก ๆ การกระทำบนโลกออนไลน์ หรือการทำธุรกิจ จำเป็นที่จะต้องวัดผลได้ สำหรับเว็บไซต์ตัววัดผลที่ควรติดตั้งเลยก็คือ Google Analytics

สำหรับตัวผู้เขียนเองนั้น แนะนำให้ใช้หลักการจากหนังสือ The Lean Startup ที่อาศัยวงจรการ ทดสอบ > วัดผล > เรียนรู้

โดยเปลี่ยนจากไอเดียให้มาเป็นรูปธรรมในการลงมือทำให้เร็วที่สุด จากนั้นให้วัดผลจากสิ่งที่ได้ลงมือทำไป แล้วดูผลลัพธ์ว่าถ้าผลออกมาดี ให้เก็บเอาไว้ แต่ถ้าผลลัพธ์ออกมาแย่ให้เริ่มต้นทดสอบไอเดียใหม่ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ที่เหมาะสมกับธุรกิจของเราเอง


สุดท้ายนี้ ประทับใจมากสำหรับงานสัมมนาในครั้งนี้ ตั้งแต่เดินเข้ามาหน้างาน (แม้ว่าก่อนถึงหน้างานจะเงียบไปสักนิด จนอุทานออกมาว่า เฮ้ย… ไม่มีป้ายบอกทางบ้างเลย มาผิดที่เปล่าฟร๊ะเนี่ย)

แต่เมื่อถึงหน้างานพูดได้เลยว่า จัดเต็ม เพราะใส่ใจในทุก ๆ รายละเอียดของแบรนด์เท่าที่จะเป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นป้าย สมุด ปากกา โทนสีที่ใช้ภายในงาน ยังคงคอนเซ็ปต์อย่างเหนียวแน่นของ M.I.B : Marketing In Black

รวมไปถึง ถ้าใครเคยจัดงานสัมมนาทั้งเล็กทั้งใหญ่มาก่อน ต้องพูดได้เลยว่า งานนี้ผู้จัดน่าจะขาดทุนด้วยซ้ำไป เพราะหลาย ๆ อย่างน่าจะเกินงบประมาณไปพอสมควร

แต่ผู้จัดต้องวัดใจกับผู้ฟังเลยว่า ถ้าสามารถเปิดใจได้ในงานนี้ งานต่อ ๆ ไป ชื่อของครูชัย จะปรากฏอยู่ในหัวของคนที่กำลังสนใจทำธุรกิจและทำการตลาดออนไลน์อย่างแน่นอน

และก็เป็นอย่างที่ผมคาดไม่ผิด ได้ใจผู้ฟังไปเต็ม ๆ เพราะนอกจากบรรยากาศภายในงานจะเกินราคาบัตรที่จ่ายเข้าไปแล้ว แต่ที่เซอร์ไพรส์สุด ๆ เห็นจะเป็นเนื้อหาที่บรรยายภายในงาน ที่เรียกได้ว่า ได้เกินกว่าค่าบัตรเป็นสิบเท่า (และนี่คือตัวอย่างที่ดีมาก ๆ ของเทคนิคการขายแบบไม่ต้องขาย ในงานต่อ ๆ ไป)

แม้ว่าในหลาย ๆ เรื่องจะเป็นเรื่องที่ผ่านหูผ่านตาพวกเราที่ทำธุรกิจและทำการตลาดกันมาบ้างแล้ว แต่ทีเด็ดของครูชัยก็คือ ครูเขาสามารถเรียบเรียงและถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นระบบระเบียบ แถมยังมีกรณีศึกษาที่ได้ลองนำไปใช้จริง ๆ กับธุรกิจ Mind English, M.I.B และอีกหลาย ๆ บริษัทที่ครูชัยได้เข้าไปเป็นที่ปรึกษาให้อีกด้วย

ดังนั้นความรู้ที่ได้ ไม่ได้มาจากตำราเพรียว ๆ แต่เป็นจากการนำความรู้ในตำราเอาไปใช้กับธุรกิจจริง ๆ แล้วถ่ายทอดออกมาให้พวกเราได้เรียนรู้กัน

และผมเชื่อได้เลยว่า ถ้าเราสามารถนำความรู้เพียงแค่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ไปปรับใช้กับธุรกิจแล้วได้ผลลับกลับมาเป็นหมื่นเป็นแสน หรือเป็นล้าน ก็จะยิ่งหลงรักผู้ชายคนนี้ที่ชื่อว่า “ครูชัย


และหากท่านผู้อ่านอ่านแล้วได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจหรือมีเพื่อน ญาติ พี่ น้อง ที่ทำธุรกิจ และสนใจการตลาดออนไลน์อยู่ ช่วยกันแชร์บทความนี้ เพื่อที่จะช่วยให้ธุรกิจของพวกเขาเหล่านั้น ดียิ่งขึ้น แม้ว่าจะเป็นเพียงหัวย่อยเพียงหัวข้อเดียว ก็อาจจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโตยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ด้วยรักและขอบคุณ

อั้ม สุรเดช

CEO & Co-founder Leader Wings

www.Asuradech.com

www.LeaderWings.co

Waranyu Suradech

CEO & Co-Founder : Leader Wings Co., Ltd. My Blog - Asuradech.com นักเขียนประจำเว็บไซต์ LeaderWings.com

More Posts - Website - Facebook - YouTube

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled