10 กฏเหล็กแห่งความสำเร็จ ของ โค้ชอ๊อต เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร

1607006line

เชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้จัก เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร ชายร่างสูงตัวใหญ่คนนี้ ในชื่อ ‘โค้ชอ๊อต’ นักกีฬาหลายคนเรียกเขาว่า ‘อาจารย์อ๊อต’ บางทีก็เป็น ‘พี่อ๊อต’ สำหรับบางคน หรืออีกหลายคำเรียกตามความคุ้นเคยและความสนิทสนม แต่ไม่ว่าใครจะรู้จักชายคนนี้ในฐานะอะไร? หรือคุณจะเรียกเขาว่าอย่างไร? สิ่งที่เราต่างรู้ดีเกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ก็คือ…

’โค้ชอ๊อต’ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย ที่ผลักดันให้นักตบลูกยางสาวไทย เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และเกือบจะพาทีมวอลเลย์บอลไทยไปโอลิมปิก เป็นครั้งแรกได้ ในปี 2012 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

โค้ชอ๊อตบอกว่า ชื่อของเขาต้องสะกดด้วย “ต” และเมื่อมีนักข่าวถามว่า “ทุกวันนี้ ประสบความสำเร็จในการเป็นโค้ชแล้วหรือยัง?”

โค้ชตอบว่า

“ผมคิดว่า ตัวเองก้าวขึ้นมาถึงจุดนั้นได้แล้ว เพราะผมสามารถพัฒนานักกีฬาและทีมงานของผม ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับแนวหน้าได้ด้วย… เริ่มตั้งแต่นักกีฬาที่เป็น Top Player ระดับโลก ผมก็มีทั้ง นุศรา ปลื้มจิตร์ อรอุมา ส่วนของทีมงานมืออาชีพ ผมก็มีทั้งผู้ช่วยโค้ชที่มีฝีมือรอบด้าน อย่าง โค้ชยะ โค้ชด่วน และอย่างสุดท้าย คือการที่ผมสามารถพาทีมชาติไทย ก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับโลก World Class ได้แล้วจริง ๆ แถมยังทำผลงานได้ดีอยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก”

โค้ชอ๊อตย้ำว่า
“ความสำเร็จเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้เด็กและเยาวชนรุ่นหลัง และยังเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแค่เรามุ่งมั่นตั้งใจ”

การประสบความสำเร็จได้ในระดับโลก โค้ชอ๊อตมีแนวคิดและวิธีการทำงานอย่างไร? เรารวบรวมสรุปเป็น “10 กฏทองแห่งความสำเร็จ” ได้ดังนี้…

1. ฝันใหญ่ ฝันเล็ก เหนื่อยเท่ากัน

โค้ชอ๊อตเป็นคนช่างฝัน และความฝันของเขามีลำดับขั้นไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝันแรก ๆ ของเขา กับการเป็นนักกีฬาทีมชาติ ซึ่งเขาทำได้สำเร็จตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัย… ฝันต่อไปคือการเป็นโค้ช ทำทีมระดับชาติ ซึ่งก็ทำได้สำเร็จจนคนในแวดวงกีฬาระดับประเทศยอมรับนับถือ แต่ฝันของเขาไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น…

“ผมมีความฝันที่จะนำทีมไทย สู่ระดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย ติดอันดับต้น ๆ ในเวทีระดับโลก และปิดท้ายด้วยฝันสูงสุด อย่างการนำทีมไทยไปโอลิมปิกครับ”

โค้ชอ๊อตยอมรับว่า ฝันของเขาใหญ่มาก และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เขาและทีมต้องเจอกับความผิดหวังมากมายหลายครั้ง ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่สิ่งที่พลาดไปแล้วไม่สามารถเรียกคืนได้ สิ่งที่พวกเขาต้องทำ คือการก้าวต่อไป พยายามให้มากขึ้น ซ้อมให้มากขึ้น ขยันให้มากขึ้น เพื่อไปถึงจุดหมายที่ตั้งใจไว้ให้จงได้

“วันนี้ ถึงจะแพ้ แต่พวกเธอทำดีที่สุดแล้ว ครูรู้ แต่ขอให้พรุ่งนี้ต้องดีกว่า… ครูรู้ ว่าพวกเราทั้งหมดเหนื่อยยาก ต้องทุ่มเทและพยายามกันมากขนาดไหน ถ้าไม่ใช่เพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่สู่โอลิมปิก…”

บ่อยครั้งมีคนถามโค้ชอ๊อตว่า ทำไมต้อง “ฝันใหญ่” ขนาดนั้น? สิ่งที่โค้ชอ๊อตตอบคือ “ไม่ว่าจะฝันใหญ่ หรือฝันเล็ก เราทุกคนเหนื่อยเท่ากันครับ”

2. ทำในสิ่งที่รัก ย่อมทำสิ่งนั้นได้ดี

นอกเหนือจาก “ความฝันอันยิ่งใหญ่” ซึ่งทำให้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน มุ่งมั่นที่จะไป มุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ โค้ชบอกกับเราว่า “มีเพียงแค่ความฝันอย่างเดียว คงไม่พอ… ผมมองว่า เราต้องมี ‘ความรัก’ ร่วมด้วย”

โค้ชอ๊อตยืนยันว่า ความรักเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ เมื่อไหร่ที่คนเรามีความรักแล้ว เราก็จะสนใจสิ่งนั้น ๆ มากขึ้นโดยอัตโนมัติ หลายสิ่งหลายอย่างจะทยอยตามมา เช่น การมีวินัย ความรับผิดชอบ มีความมุ่งมั่น ทุ่มเท อดทน เสียสละ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพื่อขับเคลื่อนตัวเราให้ขยับเข้าใกล้ความฝันมากขึ้น ๆ

โค้ชอ๊อตเล่าถึงโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต ราวปี พ.ศ. 2540 ตอนที่ทำงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เรืออากาศเอก เผด็จ ลิมปิสวัสดิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ของบริษัท (ในขณะนั้น) ท่านเรียกไปซักถามแบบเป็นกันเองว่า…
“อ๊อต ทางสมาคมวอลเลย์ฯ เค้าโทรมาขอตัวไปทำทีมชาติ จะว่าอย่างไร”
“ก็แล้วแต่ท่านครับ”
“จะแล้วแต่ข้าได้ยังไง… เขามาขอตัวเอ็ง ว่าแต่ชอบไหมล่ะ”
“ผมไม่คิดว่า ผมแค่ชอบ แต่ผม ‘รัก’ วอลเลย์บอล ครับท่าน”

นั่นคือจุดเริ่มต้นในการตัดสินใจทิ้งงานประจำ ซึ่งเขามีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ โค้ชอ๊อตเล่าความรู้สึกตอนนั้นว่า คิดเยอะ คิดมาก เหมือนจะต้องเสียสละนู่น นั่น นี่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินทำ “สิ่งที่รัก” เพราะเขาเชื่อว่า การได้ทำในสิ่งที่รัก ย่อมทำสิ่งนั้นได้ดี

จากประสบการณ์ในครั้งนั้น โค้ชอ๊อตนำมาปรับใช้เป็นหนึ่งในปรัชญาสำคัญของการทำทีม นั่นคือ “ต้องทำให้ผู้เล่นเกิด ‘ความรักในกีฬา’ เพื่อจะได้เล่นกีฬาอย่างมีความสุข และใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่”

3. ต้องรู้จักการวางแผน

ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการทำทีมยุวชนหญิง หรือดรีมทีม วอลเลย์บอลหญิงไทย ชุดเตรียมสู้ศึกซีเกมส์ 2001 สำหรับโค้ชอ๊อตแล้ว เขาคิดว่ามันไม่ใช่แค่การสร้างทีมในฝันของประเทศไทย ที่จะสร้างนักกีฬาระยะยาว ตั้งแต่ระดับยุวชน เยาวชน และบำรุงเลี้ยงไปจนติดทีมชาติชุดใหญ่ แต่ยังเป็นความท้าทายครั้งสำคัญในชีวิต เพราะที่ผ่านมาไม่เคยคุมทีมยุวชนหญิงมาก่อน

“โครงการนี้เป็นการนำทีมระดับยุวชนครั้งแรกในชีวิตของผม แม้จะเคยคุมทีมหญิงของสโมสรไทยน้ำทิพย์มาก่อน แต่ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหม่ ผมคันไม้คันมืออยากลองทำดู จะยากจะง่ายแค่ไหน ต้องเจออะไรบ้างไม่รู้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการวางแผนเตรียมความพร้อมครับ”

โค้ชอ๊อตตั้งต้นด้วยการนั่งลำดับความคิด เขียนโครงการเสนอสมาคมวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย อธิบายปรัชญาการทำทีมของโค้ช ว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง พร้อมทั้งชี้แจงอย่างละเอียดเพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า 4 ปีต่อจากนี้ไป เขาจะทำอะไร? ต้องได้รับการสนับสนุนเรื่องใด? และทางสมาคมจะช่วยเหลือได้อย่างไร?

“จะทำโครงการนี้ให้ดี ให้ประสบความสำเร็จ ผมต้องพยายามคิดให้ครอบคลุม และรอบด้านที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ”

4. ถ้าคิดดี คิดถูกแล้ว เดินหน้าไป ไม่ต้องกลัว

“โค้ชโหด โค้ชดุ โค้ชระเบียบจัด โค้ชซ้อมเหมือนทหาร” คือคำพูดที่มีต่อโค้ชอ๊อต ซึ่งเขาไม่แคร์ว่าเด็กจะพูดอะไรกันบ้าง เพราะถือว่าเด็กพวกนี้ในอนาคตอันใกล้ พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาทีมชาติ มีเป้าหมายสูงสุดคือการขึ้นมาอยู่ในระดับ Top 4 ของเอเชีย ไม่ได้เล่นแค่กีฬาสีโรงเรียนธรรมดา ๆ ดังนั้นทุกอย่างจึงต้องเข้มข้น มีขั้นมีตอนชัดเจน

“สิ่งที่ผมทำนั้น ผมทำตามหน้าที่ของโค้ชจริง ๆ ไม่ได้คิดเป็นอื่น แล้วก็ ‘ไม่คิดมาก’ ด้วย… คำว่า ‘ไม่คิดมาก’ ในที่นี้ คือผมมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งที่ผมกำลังทำ ผมเดินมาถูกทางแล้ว เพราะผมก็เคยถูกฝึกหนักอย่างนี้มาก่อน ผ่านความยากลำบากแบบนี้มาก่อน ผมรู้ว่ามันเป็นอย่างไร และจะได้อะไรตามมาหลังจากนั้น”

โค้ชอ๊อตใช้มาตรฐานตัวเองวัด และฝึกด้วยวิธีเหมือน ๆ กัน แต่ลดระดับความเข้มข้นและปริมาณลง เพราะนักกีฬาเหล่านี้นอกจากจะยังเด็กแล้ว ยังเป็นผู้หญิงด้วย เด็ก ๆ ยังไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ เขาคิดแค่ว่า ฝึกหนัก ฝึกโหดเกินไป และเริ่มรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นปัญหา ในที่สุดเด็กหลายคนเริ่มโทรศัพท์กลับไปบ่น ไปเล่าเรื่องนี้ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้นสังกัด ทราบ

เพียงเท่านั้นก็เริ่มเกิดการโจมตีโครงการดรีมทีม ประมาณว่า ซ้อมอะไรหนักขนาดนี้ พอนักข่าวรู้เรื่อง ก็เลยมีความพยายามจะตีข่าวออกไปในวงกว้าง โชคดีที่พี่นักข่าวรุ่นเก่า ๆ ที่พอจะรู้จักกัน สอบถามจากโค้ชอ๊อตโดยตรง พอรู้ความจริงก็หยุดตีข่าว ส่วนทางผู้ใหญ่ในสมาคมวอลเลย์บอลฯ ซึ่งรู้เรื่องนี้มาตลอด และเข้าใจจุดมุ่งหมายของโค้ชอ๊อตดี ก็ไม่ติดใจอะไร ทุกคนยังคงมั่นใจและให้การสนับสนุนโครงการนี้อยู่

“อ๊อตทำต่อไปเลย ไม่ต้องสนใจใคร หรืออะไรทั้งนั้น สมาคมฯ พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เหมือนเดิม”

ช่วงที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าว โค้ชอ๊อตถือหลักว่า
“รักต้องอดทน ถ้าหมดความอดทน แสดงว่าหมดความรัก ผมเริ่มต้นทำดรีมทีมด้วยความรักในวอลเลย์บอล ก็ต้องอดทนที่จะเห็นความไม่เข้าใจเกิดขึ้น เห็นปัญหา เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นไปตามแผนของผม จากนั้น ผมก็ต้องอดทนที่จะปรับ ยอมรับ และมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปให้ดีที่สุด”

5. ขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ

โค้ชญี่ปุ่น โชอิชิ ยากาอิกิโมโต้ พูดถึงโค้ชอ๊อตว่า “เกียรติพงษ์เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างดี มีส่วนสูงได้เปรียบ เขาจะสามารถช่วยทีมได้ แต่ก็ต้องอาศัยการฝึกอย่างหนักก่อน ผมจึงสั่งซ้อมเขามากกว่าคนอื่น แล้วเขาก็สู้ อดทน และผ่านตรงนั้นไปได้ ในที่สุด เกียรติพงษ์ก็กลายเป็นกำลังหลักของทีมชาติไทยได้จริง ๆ”

โค้ชอ๊อตเล่าถึงเส้นทางการเป็นโค้ชว่า เริ่มต้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2530 สมัยเรียนคณะศึกษาศาสตร์ เอกพละศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นทีมวอลเลย์บอลชายของมหาวิทยาลัยยังไม่มีโค้ข แต่จะใช้ระบบรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง แล้วบังเอิญว่าเขาเป็นนักกีฬาทีมมหาวิทยาลัย ทั้งยังเป็นนักกีฬาทีมชาติคนเดียวในนั้น หน้าที่นี้จึงตกเป็นของเขาโดยปริยาย

“แรก ๆ ผมสอนน้อง ๆ แบบใช้ประสบการณ์ตรงของตนเองที่ได้จากโค้ชทุกคนในชีวิต เริ่มตั้งแต่ คุณพ่อ (โค้ชคนแรกในชีวิต) โค้ชชาวไทย เหล่าซือ และโค้ชญี่ปุ่น มาผสมผสานกัน โดยยังเน้นหลักที่ว่า ต้องฝึกเยอะ ๆ หนัก ๆ จะได้ทั้งเก่งและแกร่ง”

โค้ชอ๊อตนำน้อง ๆ ฝึก ด้วยเงื่อนไขเดียวกับทีมชาติ เพราะไม่ว่าพี่อ๊อตทำอะไร น้อง ๆ ก็ต้องทำด้วย เพียงแต่สปีดบอลอาจไม่เท่ากัน ที่ทำอย่างนี้ เพราะเขาต้องการผลักดันน้อง ๆ ให้ได้ใช้ศักยภาพสูงสุดที่มี ซึ่งแน่นอนว่า น้อง ๆ ทำได้ไม่ถึงเกณฑ์เลยสักคน สมัยนั้น น้อง ๆ พากันโอดครวญกันเป็นแถว แล้วก็มักจะพูดว่า “พี่อ๊อตบ้าพลัง เอาแรงมาจากไหน”

จากนั้น พอช่วงปี 3 ปี 4 โค้ชอ๊อตมีโอกาสได้เรียนวิชาจิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาพัฒนาการ การสอนระดับประถม วิชาโค้ชชิ่ง แล้วก็มีวิชาเฉพาะอย่าง “วิชาการเป็นผู้นำ” รวมอยู่ด้วย การได้เรียนวิชาต่าง ๆ เหล่านั้น ทำให้โค้ชอ๊อตได้รู้ว่าทักษะการเป็นโค้ช ไม่ได้ใช้แค่ “การฝึกหนัก” เพียงอย่างเดียว

“วิชาที่ผมเรียนทั้งหมดนั้น กลายเป็นผลดี ทำให้ผมสามารถนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้เพิ่มเติม ทำให้การฝึกทีมมหาวิทยาลัย ลื่นไหลมากยิ่งขึ้น และนั่นทำให้ผมรู้ว่า เราต้องขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ”

6. ทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่ทำงานให้เสร็จ

“วิชาการเป็นผู้นำ” ที่โค้ชอ๊อตเรียนตั้งแต่อยู่ชั้นปี 1 ไม่ใช่แค่นั่งเรียนในห้องเรียนเท่านั้น แต่ผู้เรียนทุกคนยังจำเป็นต้องไปแคมป์ เทอมละ 1 ครั้ง การออกแคมป์ในที่นี้ คือการฝึกภาคปฏิบัติของการอยู่ร่วมกัน การทำงานเพื่อส่วนรวม ความอดทน ความเสียสละ ความรับผิดชอบ และการตรงต่อเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่ “จิตวิญญาณความเป็นผู้นำ”

โค้ชอ๊อตไปแคมป์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จนถึงชั้นปี 4 เพื่อน ๆ ก็พร้อมใจโหวตให้เป็น “ผู้อำนวยการค่าย” เพราะเห็นว่าบุคลิกดูเข้าท่าที่สุด ประกอบกับมีดีกรีเป็นถึงนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติ และเป็นโค้ชทีมวอลเลย์บอล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฉะนั้นไม่ว่าจะพูดอะไร น้อง ๆ ก็ต้องเชื่อ ต้องฟัง อยู่แล้ว

เงื่อนไขของค่าย คือทุกคนจะปฏิบัติงานกันเหมือนทหาร มีหน้าที่ อยู่ในระเบียบวินัย และต้องรักษาเวลาตามที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นทุกคนจึงต้องช่วยเหลือกันให้มากที่สุด ไม่มีใครเอาเปรียบใคร ถึงจะคิดต่างกัน มีความสามารถไม่เท่ากัน และมีระดับความตื่นตัวไม่เท่ากัน แต่เมื่อมาอยู่ด้วยกันตรงนี้แล้ว ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากันให้ได้ ต้องช่วยกันทำทุกวิถีทางเพื่อให้กลุ่มสามารถผ่านพ้นเงื่อนไขต่าง ๆ ของค่ายไปได้

งานที่มอบหมายให้ทำ ต้องสำเร็จเท่านั้น ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ทำงานแบบพอให้เสร็จ บางคนก็จะทำแบบลวก ๆ ให้ผ่าน ๆ ไป ผลที่ออกมาก็ย่อมไม่ดี

“ตอนนั้นทุกคนพร้อมใจกันเรียกผมว่า ‘ไอ้โหด ไอ้เคี่ยว พี่อ๊อดโคตรดุ’ แต่ผมไม่สนใจ เพราะถือว่าผมทำตามหน้าที่การเป็นผู้อำนวยการค่าย ทำงานบนพื้นฐานของหลักการและความถูกต้องล้วน ๆ ไม่มีการนำเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง”

”วิชาการเป็นผู้นำ” ทำให้โค้ชอ๊อตได้เรียนรู้ว่า แม้จะมีเพื่อนเป็นลูกน้อง แต่ก็ต้องควบคุมเขาให้ได้ ต้องมีการทำงานเป็นขั้นเป็นตอน โค้ชอ๊อตจะกำหนดให้มีการประชุมทีมงานทุกฝ่าย เพื่อรับทราบ พร้อมแก้ปัญหาในทุกวัน เป็นคนที่ตื่นก่อน-นอนทีหลัง ต้องพยายามเสียสละตัวเองให้มากที่สุด

“จากประสบการณ์เหล่านั้น ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างระบบทีมเวิร์คให้ดรีมทีมยะลา ทั้งการสร้างความเป็นพี่เป็นน้อง การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การเสียสละ และการทำงานร่วมกัน เพื่อจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุด นั่นคือการเอาชนะเงื่อนไขความยากลำบากที่เกิดขึ้น”

7. กำหนดเป้าหมายใกล้ ๆ ก่อน จะได้มีกำลังใจ

วิธีการมุ่งไปสู่เป้าหมายของโค้ชอ๊อต จะเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับเป้าหมายขึ้นไปเรื่อย ๆ จนนำไปสู่เป้าหมายใหญ่

หลังจากดรีมทีมประสบความสำเร็จอย่างสูง คว้าแชมป์ซีเกมส์มาได้ และทำผลงานในรายการอื่น ๆ ในระดับเดียวกันได้ดี โค้ชอ๊อตเริ่มคิดต่อว่า เส้นทางหลังจาก พ.ศ. 2544 – 2547 จะไปไหนต่อ… เขาเริ่มตั้งเป้าหมายใหม่ จะไปชิงแชมป์โลก 2002 (พ.ศ. 2545) ที่ประเทศเยอรมัน แผนการฝึกซ้อมถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นระบบ พร้อมกับตารางแข่งรายการต่าง ๆ เก็บเล็กผสมน้อยเรื่อยไป เพื่อเตรียมความพร้อมให้ทีมมีความสมบูรณ์ที่สุด จนกว่าจะถึงทัวร์นาเมนท์สำคัญที่สุด

และพวกเขาก็ทำได้ ทีมสามารถผ่านรอบคัดเลือกในปี ค.ศ. 2001 ในฐานะที่ 3 ของเอเชีย ชัยชนะครั้งนั้นสุดยอดมาก ๆ ทีมชาติไทยสามารถเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้เป็นครั้งแรก โดยเป็นการชนะในบ้านที่โคราช บ้านเกิดของโค้ชอ๊อตเอง

“แมทช์นั้นสร้างความเซอร์ไพรส์มาก เพราะเราเองก็แทบไม่คิดว่าชาตินี้จะชนะญี่ปุ่นได้ ญี่ปุ่นเป็นทีมที่เก่งมาก มีรูปแบบการเล่นที่ดีมาก แต่เราก็เอาชนะได้ 3-2 เซ็ต เป็นแมทช์ที่ผมและทีมประทับใจมาก ๆ จากนั้นผมก็พาทีมไปโชว์ฝีมือในรายการชิงแชมป์โลกที่ประเทศเยอรมัน 2002 ด้วยความรู้สึกว่า พวกเราได้ผ่านไปร่วมชิงแชมป์โลกแล้วนะ ทำได้แล้ว ความรู้สึกตอนนั้น ทั้งโคตรดีใจและภูมิใจที่สุดเลยครับ”

หลังจากนั้น โค้ชได้พาทีมไปร่วมการแข่งขันระดับโลกหลายรายการ โดยแต่ละครั้ง โค้ชอ๊อตจะรู้สึกว่า

“ทำไมพวกเขาเก่งกันจัง ตัวก็สูงใหญ่ แข็งแรง เด็กของเรายังห่างชั้นจากพวกเขามากจริง ๆ แต่ถึงอย่างนั้น เราจะหยุดแค่นี้ไม่ได้ ยอมแพ้ไม่ได้ด้วยเรื่องแค่นี้ เรามีสองมือสองเท้าเหมือนกัน ถ้าเราฝึกให้มากกว่านี้ ทำไมจะเอาชนะไม่ได้”

นั่นนำมาซึ่งการวางแผนฝึกซ้อม ขวนขวายหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อพยายามพัฒนานักกีฬาให้ได้มากที่สุด งานวิจัยด้านต่าง ๆ เกิดขึ้นตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างกล้ามเนื้อ การใช้กล้ามเนื้อเวลากระโดดเสิร์ฟ การใช้ความเร็วในการตบ ฯลฯ เพื่อดูว่า เรายังมีจุดอ่อนต้องปรับแก้ตรงไหนบ้าง

และไม่ใช่แค่การทำวิจัยภายในทีมเองเท่านั้น โค้ชอ๊อตยังทำการวิจัยเปรียบเทียบกับทีมชั้นนำอื่น ๆ ของโลกด้วย ทั้งโค้ชอ๊อตและทีมงานต่างทำการบ้านอย่างหนัก นอกจากนี้ยังไม่ลืมที่จะสรรหานักกีฬาเข้ามาทดแทน เป็นรุ่นต่อ ๆ ไป เพราะเขารู้ดีว่า การจะมีทีมที่ประสบความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้มีแต่การฝึกซ้อมเท่านั้น แต่จำเป็นต้องมีนักกีฬาคุณภาพ เหมาะสมกับการนำมาใช้งานแบบไม่ขาดมือ

8. จิตวิญญาณความเป็นนักสู้

วอลเลย์บอลเป็นเกมที่เร็ว ทำแต้มเสร็จหนึ่งแต้ม ก็ต้องรีแลกซ์ ผ่อนคลาย เพื่อเริ่มแต้มใหม่ จะได้แต้มหรือไม่ ต้องตัดอารมณ์ทิ้งให้เร็ว เพื่อเริ่มแต้มต่อไป

โค้ชอ๊อตจะเน้นการฝึกเรื่อง “ระดับความตื่นตัวในเกม” เพราะกีฬาแต่ละชนิด ผู้เล่นมีความตื่นตัวไม่เท่ากัน กีฬาบางชนิด ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องตื่นตัวมาก เช่น กอล์ฟ แต่บางชนิดจำเป็นต้องใช้ความตื่นตัวสูง เช่น รักบี้ ที่นักกีฬาจำเป็นต้องตื่นตัว บ้าคลั่ง กระหายชัยชนะอยู่ตลอดเวลา

วอลเลย์บอลก็เช่นกัน เพราะเป็นกีฬาที่แต้มแต่ละแต้มเกิดขึ้นเร็ว นักกีฬาจึงควรมีระดับความตื่นตัว อย่างน้อยระดับ 5 หรือถ้าจะให้ดี ต้องอยู่ระหว่าง 7-8 แต่ไม่ควรมากไปกว่านี้

โค้ชอ๊อตยังต้องให้นักกีฬาฝึกเรื่อง “การยอมรับและเข้าใจ” ควบคู่กันไป เช่น ความไม่ยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นในเกม วิธีการฝึกของเขาคือ ถึงจะตีลงอีกแดนจริง ๆ แต่ก็จะตัดสินว่า “ออก” ไม่ว่าจะโต้แย้งอย่างไร โค้ชอ๊อตก็ไม่สนใจ ทั้งนี้เพราะต้องการให้นักกีฬาคุ้นชินกับสถานการรณ์ ความอยุติธรรมที่อาจเกิดขึ้นในเกม เหนือสิ่งอื่นใด คือโค้ชต้องการให้เด็ก ๆ รู้จัก “ควบคุมอารมณ์” ให้เป็น

“ที่ต้องฝึกอย่างนี้ เพราะผมต้องการให้นักกีฬาตัดความเครียด ความวิตกกังวล ความกดดัน ออกให้ได้มากที่สุด นักกีฬาจะได้สามารถดึงศักยภาพสูงสุดที่มีออกมาใช้ให้ได้เต็มที่ รวมทั้งจะทำให้นักกีฬามีสปิริต มีจิตวิญญาณความเป็นนักสู้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการเป็นนักกีฬาที่ยิ่งใหญ่ต่อไป”

9. แพ้ หรือชนะ ต้องมีสติ

“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เริ่มต้นจากการแพ้เสมอ ทีมเรากว่าจะชนะมาได้นี่ แพ้ไม่รู้กี่ครั้ง”

โค้ชอ๊อตยอมรับว่า เคยผิดหวังกันมานับครั้งไม่ถ้วน ผ่านบททดสอบมาด้วยกันทุกรูปแบบ ในฐานะโค้ช ต้องเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาได้ก่อน แล้วก็ต้องช่วยนักกีฬาและทีมงานลุกขึ้นด้วย เพราะงานของเขาคือทีมเวิร์ค ไปก็ต้องไปด้วยกัน ลงทุนความตั้งใจด้วยกัน ตราบใดที่ความฝันยังไม่เปลี่ยน สักวันย่อมถึงเป้าหมายนั้น ดังตั้งใจ!

โค้ชอ๊อตย้ำว่า “การทำทีมให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องทำ ผมไม่ได้ทำคนเดียวครับ เราต้องทำงานร่วมกับผู้คนหลาย ๆ ฝ่าย สรุปง่าย ๆ คือ เราทำความสำเร็จผ่านคนอื่น แต่ในคนอื่นนี่ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เป็นเสมือนกับคนในครอบครัวของผม ไม่ว่าจะเป็น ผู้บริหารสมาคม ผู้ให้การสนับสนุนทุก ๆ ฝ่าย ทีมสต๊าฟโค้ช ทีมวิทยาศาสตร์การกีฬา ตัวนักกีฬาเองทุกคน

นี่คือเราทำงานร่วมกัน ทำให้เป้าหมายในแต่ละวัน เป้าหมายในแต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน มีความสำเร็จมากยิ่งขึ้น แล้วก็เกิดการพัฒนามากยิ่งขึ้น อันนี้ก็จะทำให้เราเข้าไปสู่เวทีโลกได้มากขึ้นครับ”

การทำกีฬาร่วมกัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเข้มแข็งทางจิต ทุกคนจะต้องมีความเพียร มีความวิริยะ ไม่ท้อถอยในสิ่งที่ตัวเองทำ ในงานที่ตัวเองทำ โค้ชอ๊อตเชื่อว่าทุกคนทำได้ และสามารถนำเอาไปใช้หลังจากเลิกเล่นกีฬากันแล้ว

“ผมเชื่อว่าทุกคนมีศรัทธา มีความแน่วแน่ในสิ่งที่ตัวเองทำ ถึงแม้หลายคนจะเลิกเล่นวอลเลย์ฯ ไปแล้ว จะไปใช้ชีวิตส่วนตัว หรือทำธุรกิจการงานใด ๆ แล้วตัวเองมีศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำ วิริยะหรือความเพียรที่ตัวเองมีสูง จะช่วยส่งให้เขาประสบความสำเร็จ”

และ “การมีสติที่ดี” คืออีกสิ่งหนึ่งที่โค้ชอ๊อตย้ำอยู่เสมอ “ความสามารถที่จะดึงสติของตัวเองมาอยู่กับปัจจุบันได้ ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทุกคนในทีมงานเราล้วนมีสติที่ดี เพราะเราฝึกกันมา ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำ ก็คือปัญญา เพราะเราได้เรียนรู้ว่าเราแพ้อย่างไร เราชนะอย่างไร แล้วเราก็ได้เห็นสัจธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นครับ”

10. หลัก “3H” และ “6T”

โค้ชอ๊อตมีหลักการสำคัญ “สาม HOW” ที่นำมาใช้เป็นประจำในการทำงานร่วมกับทีม นั่นก็คือ

  • How to Coach คือการสอนแท็กติก แผนการ และกลเม็ด
  • How to Play คือการสอนเทคนิค รูปแบบที่ใช้ในการเล่น ยุทธวิธีต่าง ๆ
  • How to Teach คือการฝึกซ้อม การสร้างรูปแบบทีม และการเรียนรู้

และนอกจากนั้น “หัวใจของความเป็นโค้ช” ที่โค้ชอ๊อตยึดถือปฏิบัติ คือ “หลักหก T” (6 T Coach Knowledge) นั่นก็คือ

  1. Theory  “ทฤษฎี” หมายถึง ความรู้ในทฤษฎี การเป็นผู้ฝึกสอนกีฬาวอลเลย์บอล ความรู้ในหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาแขนงต่าง ๆ สำหรับกีฬาวอลเลย์บอล และความรู้ในเทคโนโลยีทางการกีฬาวอลเลย์บอล
  2. Teaching “การสอนในระดับต่าง ๆ” หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในหลักการสอน กระบวนการสอน Motor Learning ความรู้ความเข้าใจในการพัฒนากีฬาวอลเลย์บอลระดับต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนากลไกการเคลื่อนไหวในการเล่นวอลเลย์บอลในทักษะต่าง ๆ เพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้เป็น
  3. Training “การฝึกซ้อม” หมายถึง การวางแผนการฝึกซ้อมระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น ช่วงการเตรียมตัว ช่วงการแข่งขัน ช่างการพักฟื้นความรู้ความเข้าใจในหลักการฝึกซ้อม ความรู้ความเข้าใจในการเพิ่ม-ลด ความหนักในการฝึกซ้อม หลักของการผกผัน หลักของการฝึกซ้อมเฉพาะประเภท และกฎของความแตกต่างทางด้านบุคคล
  4. Technique “กลเม็ดเคล็ดลับในการเล่น” หมายถึง เทคนิคการเล่นในทุกทักษะกีฬาวอลเลย์บอล และสามารถถ่ายทอดได้ดี เช่น เราจะสอนตัวเซ็ตอย่างไรให้เก่งบล็อก หรือสกัดกั้นอย่างไรให้ได้แต้ม จริงอยู่ โค้ชทุกคนสามารถสอนนักกีฬาให้เสิร์ฟข้ามแดนได้อยู่แล้ว แต่จะเสิร์ฟอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพในระดับโลก อันนี้แหละที่ต้องอยู่ที่โค้ชจะเป็นผู้สอนเทคนิคให้
  5. Tactic “วิธีการ/รูปแบบที่ใช้ในการเล่น” หมายถึง แท็กติกการแข่งขันเพื่อคว้าชัยชนะมาให้ได้ รวมทั้งสามารถวิเคราะห์และวางแผนการแข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งได้
  6. Teamwork “การทำงานเป็นทีม” หมายถึง สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีม ร่วมกับหมู่คณะของตน เพื่อพัฒนาทีมได้เป็นอย่างดี

หลักการข้างต้นที่โค้ชอ๊อตเล่าและอธิบาย คือความแตกต่างของเขาและโค้ชจีน แต่สิ่งที่โค้ชอ๊อตและโค้ชจีนมีเหมือนกัน คือ “แนวคิดและปรัชญาในการสร้างทีม” เขาขยายความทิ้งท้ายให้เราฟังว่า…

“เราต้องมีเป้าหมายชัดเจน ว่าจะสร้างนักกีฬาให้เก่งก่อน แต่ไม่ใช่แค่เก่งเท่านั้น เราต้องหาวิธีทำให้เขารักกีฬานั้น ๆ ด้วย เพราะเมื่อคนเรามีความรักสิ่งไหนแล้ว ก็ย่อมจะทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ เหมือนสมัยที่ผมเป็นนักกีฬา และยังมีอยู่ในตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้ครับ”

แม้ว่าปัจจุบัน “โค้ชอ๊อต” ไม่ได้รับใช้ทีมชาติไทยในฐานะ “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” แล้ว แต่เชื่อเหลือว่าความรักที่มีให้กับกีฬาวอลเลย์บอลของเขายังเข้มข้น และหนทางทำเพื่อรับใช้ชาติยังมีอีกหลายหนทาง หลายวิธี หลายหน้าที่

ผมเชื่ออย่างสุดหัวใจว่าโค้ชอ๊อตจะรับใช้ชาติต่อไปด้วย “วิถีของโค้ชอ๊อต” เอง

รูปภาพ

ปัณณวิชญ์ เตชะเกรียงไกร

ปัณณวิชญ์ เตชะเกรียงไกร

บรรณาธิการนิตยสาร นักเขียน นักอ่าน และนักวิจารณ์ สมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง คอลัมนิสต์ผู้ติดตามข่าวสารในแวดวงสื่อทุกประเภท - นักเขียนประจำเว็บไซต์ Leader Wings

More Posts - Facebook

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled