น้าต๋อย เซมเบ้ ซูเปอร์ฮีโร่ของคอการ์ตูน

1200x628-ในงาน TEDxBangkok เมื่อวันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม 2559 น้าต๋อย เซมเบ้ คือหนึ่งใน Speaker ที่สังคมออนไลน์ กล่าวขวัญถึงกันอย่างมาก…

ทั้งในแง่ “ดีใจที่ได้เห็นน้าต๋อยกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง” หลังรับรู้ข่าวการป่วยอย่างต่อเนื่องจนแฟน ๆ ช่อง 9 การ์ตูนในอดีต อดเป็นห่วงไม่ได้ และในแง่ของเนื้อหา ที่น้าต๋อยได้พูดเกี่ยวกับ “เด็กที่ดูการ์ตูน โตขึ้นจะไปเป็นอะไร”

น้าต๋อยเล่าให้ฟังในงานว่า…

ช่วงปี พ.ศ. 2530 “การ์ตูน” โดนผู้ใหญ่ในสังคมตั้งคำถาม ว่าเป็น “สื่อที่มอมเมาเยาวชน” !?!?

น้าต๋อยในฐานะตัวแทนช่อง 9 อสมท. ถูกถามว่า “เด็กที่ดูการ์ตูน ซึ่งเป็นสื่อมอมเมาไร้สาระ โตขึ้นจะไปเป็นอะไร?” ตอนนั้น น้าต๋อยได้แต่ยิ้ม แล้วตอบว่า “เป็นคนดี…”

กลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนน้าต๋อยกำลังจะเข้าห้องผ่าตัด ซึ่งป่วยหนักจนคิดว่าตัวเองไม่รอด… ในห้องผ่าตัด หมอสองคนมาจับมือ แล้วบอกว่า “ผมเป็นแฟนน้าต๋อยตั้งแต่เด็ก ๆ ผมจะช่วยชีวิตน้าต๋อยให้ได้…”

น้าต๋อยย้อนนึกถึงคำถาม “เด็กที่ดูการ์ตูน โตขึ้นจะไปเป็นอะไร” ตอนนี้เขาได้คำตอบแล้วว่า “พวกเขาโตขึ้นมาเพื่อช่วยชีวิตผม…”

 ถ้าคุณเป็นคอการ์ตูนที่โตมากับ “ช่อง 9 การ์ตูน” อาทิ หน้ากากเสือ, อาราเล่, โดราเอมอน, ดรากอนบอล ฯลฯ ย่อมต้องรู้จักนักพากย์การ์ตูนเจ้าของฉายา “น้าต๋อย เซมเบ้” เป็นอย่างดี แต่กลับกัน ถ้าเอ่ยชื่อ “นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์” กลับรู้สึกไม่คุ้นหู ทั้งที่เป็นคนเดียวกัน!

น้าต๋อย เซมเบ้ หรือ นิรันดร์ บุญยรัตพันธุ์ คือเจ้าของน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์ขัน นักด้นมุกสดอันเป็นเอกลักษณ์ เขาสามารถเรียกรอยยิ้มจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ที่สำคัญ น้าต๋อยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกและยกระดับรายการเด็กของประเทศไทย ให้เป็นที่นิยม มีคุณค่า สามารถนำประโยชน์จากเรื่องสนุกมาใช้ได้ในชีวิตจริง

แรงบันดาลใจ คือจุดเริ่มต้นความสำเร็จ

น้าต๋อยเล่าจุดเริ่มต้นการเป็น “นักพากย์การ์ตูน” ว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ตอน 9-10 ขวบ ประมาณปี พ.ศ. 2510 ตอนนั้นเป็นยุคแรก ๆ ของวงการทีวี คุณพ่อน้าต๋อยทำงานเบื้องหลัง เวลาไปกับท่านก็ได้ไปเห็นเขาพากย์หนัง พากย์การ์ตูน

แล้ว “แรงบันดาลใจ” ที่ทำให้อยากเป็นนักพากย์การ์ตูน ก็คือเรื่อง “หน้ากากเสือ” ซึ่งออกอากาศครั้งแรก ทางช่อง 4 บางขุนพรหม คุณประชาเป็นคนพากย์ น้าต๋อยยืนดูอย่างมีความสุข แล้วก็ตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวว่า อยากพากย์การ์ตูน อยากพากย์ “หน้ากากเสือ”

หลังจากนั้นเกือบ 13 ปี น้าต๋อยเรียนจบ ได้ทำงานที่ช่อง 9 อสมท. ปรากฏว่าการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่มีคนนำกลับมาเช่าเวลาออกอากาศ ทุกวันอาทิตย์ 10 โมงเช้า ก็คือ “หน้ากากเสือ” เขาถามน้าต๋อยว่า อยากลองพากย์การ์ตูนบ้างไหม?  

น้าต๋อยดีใจมาก รีบฟอร์มทีมขึ้นมา 4 คน ผู้ชายสอง ผู้หญิงสอง… น้าต๋อยเล่าว่า “ไม่น่าเชื่อ ว่าผมจะได้พากย์ตัวละครนาโอโตะ หน้ากากเสือ ตอนนั้นมีความรู้สึกว่า เฮ้ย! เราต้องเกิดมาเป็นนักพากย์แน่ ๆ หน้ากากเสือ คือแรงบันดาลใจตั้งแต่เด็กให้มาเป็นนักพากย์ แสดงว่าสวรรค์ส่งมา ผมตื่นเต้นมากเลยครับ”

ทุกเสียงมีความหมาย

ก่อนหน้าที่จะพากย์การ์ตูน น้าต๋อยพากย์หนังฝรั่งและหนังจีนมาก่อน พอมาพากย์คาแรคเตอร์การ์ตูนที่อยากพากย์ เขายอมรับว่าในช่วงแรก ๆ ยังทำเสียงไม่ได้ เสียงจะออกไปทางหนังฝรั่ง เด็กไม่ค่อยติด เพราะเด็ก ๆ ชอบความสนุกสนาน

น้าต๋อยเลยเปลี่ยนคาแรคเตอร์เสียงให้ตลกมากขึ้น คาแรคเตอร์บางตัวที่ปรากฏเข้ามาในจอ น้าต๋อยใส่เสียงเข้าไป มีเสียงอุทานเสริมบทต่าง ๆ ให้สนุกมากขึ้น ส่งผลให้เด็ก ๆ ติด ทางช่อง 9 ก็เลยสั่งการ์ตูนมาออกอากาศมากมาย โดยมี “หน้ากากเสือ” เป็นจุดกำเนิดของการ์ตูนในวงการทั้งหมด

“พูดตรง ๆ การ์ตูนกับผม เหมือนถูกโฉลกกันมากกว่า พากย์หนังต้องปั้นคาแรคเตอร์ มันไม่ใช่ตัวเรา ให้พากย์หนังประเภทพระเอกมาดแมน นี่ขัดกับตัวเราเลยนะ แต่ถ้าเป็นพระเอกทะเล้นจะเข้ากันเป๊ะ อย่าง เอ็ดดี้ เมอร์ฟีย์, จิม แคร์รี่ย์ ใน ‘The Mask หน้ากากเทวดา’ จนมาถึง โจวซิงฉือ โอ้โห มันเข้ากันเป๊ะเลย”

น้าต๋อยยอมรับ ถ้าให้พากย์เก๊ก ๆ จะหลุดขำทุกที ทั้งยังเล่าว่า ทีมผู้สร้างญี่ปุ่นเคยบอก น้าต๋อยมีเสียง Funny Man ฟังแล้วให้ความรู้สึกสนุก มีความสุข พร้อมทั้งยกตัวอย่างเรื่อง “ดรากอนบอล” น้าต๋อยพากย์เป็น “ซุนโงกุน” แล้วก็พากย์เป็น “ฟรีซเซอร์” ด้วย ซึ่ง “ฟรีซเซอร์” นี่ คาแรคเตอร์โหดเหี้ยมมาก แต่น้าต๋อยจะพากย์ให้มีน้ำเสียงน่ารัก ๆ ไปเลย เพราะน้าต๋อยไม่ต้องการใส่ความก้าวร้าวลงไปในตัวการ์ตูน!

“ทุกตัวละครที่ผมพากย์ จะพากย์ด้วยใจ ใส่ความรู้สึกดี ๆ ลงไป ผมเป็นตัวละคร ตัวละครเป็นผม และจะย้ำเสมอว่า การพากย์ที่ดีต้องไม่ก้าวร้าว ต่อให้เป็นผู้ร้ายก็ตาม อย่างพากย์ ‘ฟรีซเซอร์’ ก็พากย์ให้น้ำเสียงน่ารักหน่อย ๆ เช่น ‘ฮึ้ย! เจ้าโงกุน แกนะแก เจ้าบ้า’ ถ้าน้ำเสียงก้าวร้าว จะห้วน กระโชก และสั้น และที่สำคัญอีกอย่าง คำหยาบนี่ ผมไม่เอาเด็ดขาดเลยนะ”

การทำงานพากย์เสียงมาหลายสิบปี น้าต๋อยได้เรียนรู้ว่า เสียงไม่ใช่นามธรรม แต่คือรูปธรรมชนิดหนึ่ง เสียงเป็นจุดเริ่มต้นของจินตนาการ ก่อให้เกิดความรู้สึก ความคิด และให้ผลที่ลึกซึ้งกว่าภาพเสียอีก

“คุณลองนึกถึงตอนนั่งดูหนังผี แล้วปิดเสียงทีวีสิ! มันไม่น่ากลัวหรอก แต่กลับกัน คุณลองนึกถึงตอนฟังเพื่อนเล่าเรื่องผี โดยไม่ต้องมีภาพ เราจะรู้สึกกลัวมากกว่า ผมจึงคิดว่า ถ้าเราสามารถใช้เสียงได้อย่างถูกต้อง เหมาะกับสถานการณ์ เสียงจะเป็นสิ่งที่มีอำนาจสูงมาก”

การ์ตูนทำให้เกิดการเรียนรู้

น้าต๋อยวิเคราะห์ว่า การ์ตูนญี่ปุ่นรุ่นเก่า ๆ ได้สอนอะไรไว้มากมาย… สมัยก่อน ตัวการ์ตูนเป็นซูเปอร์ฮีโร่เยอะมาก ซึ่งทำให้พอพากย์เยอะ ๆ ก็เข้าใจบุคลิกของคนญี่ปุ่น การ์ตูนญี่ปุ่น ที่ได้สอดแทรกแนวคิดดี ๆ ให้เด็ก โดยเฉพาะการสอนให้อดทนกับความยากลำบาก

 

“ตัวละครทุกตัวมีจุดอ่อน ผู้วาดต้องการสอนให้เด็ก ๆ รู้จักความผิดหวัง และรู้จักการลุกขึ้นต่อสู้ นี่เป็นสัจธรรมของโลก เรื่องราวนี้มักจะแทรกอยู่ในการ์ตูนหลาย ๆ เรื่องในอดีต แต่การ์ตูนในยุคปัจจุบัน ผมสังเกตว่ามีวิธีคิดที่ต่างออกไป ฮีโร่มีพื้นฐานที่สุขสบาย เรื่องราวเน้นที่วัตถุมากขึ้น”

ฮีโร่ในดวงใจของน้าต๋อย คือตัวละคร “หน้ากากเสือ” เขาเป็นพระเอกคนแรกที่ทำให้น้าต๋อยรักงานพากย์การ์ตูน พระเอกที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น

“หน้ากากเสือ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมพากย์เสียงการ์ตูน ทำให้ผมรู้ว่าการ์ตูนก็มีสาระ มีประโยชน์ อีกคนคือ ‘ซุนโงกุน’ จากเรื่อง ‘ดรากอนบอล’ นี่คือพระเอกที่แท้จริงสำหรับผม เขาต่อสู้เอาชนะได้ทุกคน แต่เขาไม่เคยลงมือปลิดชีวิตใครเลย เขาบอกศัตรูให้กลับไปฝึกฝนมาใหม่ แล้วกลับตัวเป็นคนดี นี่สิ! สุดยอดฝีมือผู้ไม่รังแกคนอ่อนแอ”

เมื่อพูดถึงซุนโงกุน น้าต๋อยชื่นชมตัวละครนี้มาก อาจเพราะพากย์มา 10 กว่าปี เป็นเรื่องที่ยาวมาก ยาวนานจนน้าต๋อยรู้สึกเหมือนเป็นโงกุน และโงกุนเป็นน้าต๋อย…

น้าต๋อยขยายความตัวละครโงกุน ว่าภายนอกดูเป็นนักสู้ที่ทำตัวเละ ๆ เทะ ๆ แต่จริง ๆ แล้วจิตใจเป็นนักสู้โดยแท้ ไม่เคยคิดร้ายใคร ไม่เคยโกรธคู่ต่อสู้เลยสักครั้ง ทำดีโดยไม่หวังผลตอบแทน ไม่จำเป็นต้องมีใครรู้ก็ได้ว่าเขาช่วยปกป้องโลกเอาไว้จนตัวเองต้องตาย เขาเป็นนักสู้ที่สุดยอดมาก!

ทุกชีวิตต้องฝึกฝน และรู้จักพอ

ตลอดชีวิตการทำงาน กว่า 40 ปี น้าต๋อยได้เรียนรู้ว่า คนที่จะเกิดมาแล้ว “เป็นอะไรสักอย่าง” ได้เลย มันไม่มีหรอก! ชีวิตของเราทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนอย่างมหาศาล ต้องพาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย และพยายามยืนหยัดทำในสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่…

“มันไม่มีหรอก Born To Be มีแต่คนที่พยายาม ผมพากย์การ์ตูนสนุก นั่นเป็นเพราะการฝึกฝนในการทำงาน สิ่งสำคัญคือ เราต้องมีความรักในงานที่ทำเสียก่อน ต่อเมื่อเราลงไปคลุกคลี ทำบ่อย ๆ จนเกิดความชำนาญ ทำมากพอ จนเกิดความคิดว่าอยากให้คนดูเราสนุก อยากให้เขามีความสุข นั่นต่างหาก ความสนุกจึงเกิดขึ้น จำไว้เลย หากเรามีความรู้สึกอยากให้คนอื่นมีความสุขเมื่อไหร่ รับรองว่าทุกสิ่งที่ทำจะออกมาดี”

น้าต๋อยยังฝากปรัชญาการทำงานอีกอย่างหนึ่ง หลังจากทำงานมานานมาก ๆ หรือเดินทางจนถึงจุดที่ล้า ทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องจบมันให้ได้ อย่าฝืน เพราะหากล้า แล้วยังฝืนตะบี้ตะบันทำงานต่อไป ชีวิตมีแต่จะเดินลงเหว ทุกสิ่งที่สั่งสมมาจะไม่เหลืออะไรไว้เป็นตำนาน

“ถ้าเราล้า และรู้จักหยุด คนดูจะจดจำเราในสิ่งที่ดี ผมหวังให้คุณคิดถึงเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ จำภาพการ์ตูนที่สวยงาม เพราะ ณ ตอนนี้ กับสมญานาม ‘น้าต๋อย เซมเบ้’ ถึงจุดอิ่มตัวแล้วครับ”

ผ่านวิกฤตชีวิตมาได้ เพราะการ์ตูน

น้าต๋อยเล่าถึงลูกชายทั้งสองคน ว่าโตมากับการ์ตูน ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ พอโรงเรียนเลิก น้าต๋อยจะพาพวกเขามานั่งรอที่ห้องพากย์ เพราะน้าต๋อยจะมีคิวพากย์ตั้งแต่กลางวัน ยาวไปเที่ยงคืน พวกเขาจะนั่งดูการ์ตูนไป ฟังผมพากย์ไป และบางทีก็นั่งทำการบ้านไปด้วย จนสัก 2-3 ทุ่ม คุณแม่เลิกงาน ก็จะมารับกลับบ้าน

น้าต๋อยยืนยันว่า การ์ตูนไม่ได้ทำให้เด็ก ๆ เกเร ขี้เกียจ ก้าวร้าว หรือไม่สนใจเรียนหนังสือ กลับกัน การ์ตูนหลาย ๆ เรื่อง ให้ข้อคิดดี ๆ และคำสอนดี ๆ เช่น มิตรภาพของผองเพื่อนในเรื่อง “โดราเอมอน”, ความอดทนพยายามไม่ย่อท้อ การปกป้องผู้ที่อ่อนแอกว่า จากเรื่อง “ดรากอนบอล”, ความสามัคคี จากเรื่อง “สแลมดังค์” ถ้าเด็ก ๆ เข้าใจ จะทำให้เขาซึมซับความคิดดี ๆ เข้าไปโดยไม่รู้ตัว

วิธีการทำงานของน้าต๋อย จะพากย์การ์ตูนโดยเน้นที่ความรู้สึกของเด็ก ๆ เป็นหลัก น้าต๋อยมักจะปรับบทที่เห็นว่ารุนแรงเกินไป โดยยังคงเนื้อเรื่องไม่ให้กระทบ และเสริมในสิ่งดี ๆ ที่ตัวการ์ตูนเหล่านั้นแสดงออกมา เด็ก ๆ จะรับสิ่งดี ๆ เหล่านั้นเข้าไปโดยไม่รู้สึกต่อต้าน

สิ่งสำคัญที่สุดที่น้าต๋อยอยากฝากไปถึงทุกครอบครัว คือการมีคุณพ่อคุณแม่นั่งดูการ์ตูนอยู่ด้วยกันกับลูก ๆ ได้นั่งคุยกัน ได้อธิบาย ได้ตอบคำถามของลูก ๆ เป็นช่วงเวลาครอบครัวที่อบอุ่น ได้เรียนรู้ ได้รับคำอธิบาย ได้หัวเราะร่วมกัน โดยมีการ์ตูนเป็นสื่อกลาง

ปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น สามารถดูการ์ตูนจากที่ไหน เมื่อไหร่ ด้วยอุปกรณ์ไฮเทคหลาย ๆ อย่าง ได้ง่ายดาย ทำให้ความรู้สึกนั่งรอดูการ์ตูนเรื่องโปรดในอาทิตย์ถัดไป รอดูจากทีวีพร้อมหน้าพร้อมตากัน ลดน้อยลง ความคลาสสิคเหล่านี้เริ่มจางหาย แต่หากเราสามารถปรับใช้เทคโนโลยี โดยยึดความสัมพันธ์ของครอบครัวเป็นหลัก น้าต๋อยยืนยันว่า “ความสุขในครอบครัวของทุกคนจะเพิ่มขึ้นแน่นอน”

ด้วยปณิธานเหล่านี้ น้าต๋อยเคยตั้งใจว่า จะลองพยายามกลับมาทำรายการการ์ตูนอีกครั้ง โดยจะคัดเฉพาะการ์ตูนที่มีเนื้อหาสาระดี ๆ และจะไม่เน้นที่เด็ก ๆ เพียงอย่างเดียว แต่จะรวมไปถึงคุณพ่อคุณแม่ที่จะได้สนุกไปด้วยกันกับลูก ๆ

“ผมอาจเชิญแต่ละครอบครัวมาเป็นแขกรับเชิญในแต่ละครั้ง พูดถึงความประทับใจ และข้อคิดสอนลูกต่าง ๆ จากการ์ตูนเรื่องนั้น ๆ และผมก็จะมานั่งคุย แชร์ความรู้สึกไปด้วยกันครับ

“ผมคิดนะครับ ว่าที่ผมสามารถผ่านวิกฤตชีวิตมาได้ ก็เพราะการ์ตูน คุณหมอประจำตัวแต่ละท่านของผมก็เป็นแฟนการ์ตูน ทุกคนพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อให้ผมกลับมาได้ แฟนการ์ตูนทุกคนที่คอยส่งกำลังใจมา โดยเฉพาะวันที่ทุกคนชูมือขึ้นฟ้า ส่งพลังเก็งกิให้กับผม

“ผมว่าการ์ตูน และทุก ๆ คนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ปาฏิหารย์ครั้งนี้เกิดขึ้น จากที่เกือบไม่รอด จนแข็งแรงขึ้นมาก แม้จะไม่เท่าแต่ก่อนก็ตาม ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบแทนสังคมและทุกคน ผมจะพยายามเต็มที่ให้ช่วงเวลาครอบครัวอันอบอุ่น โดยมีการ์ตูนเป็นสื่อกลาง กลับมาอีกครั้ง และจะเป็นโปรเจกต์สุดท้ายที่ผมอยากจะทำให้สำเร็จ ก่อนจะร่ำลาวงการการ์ตูนไปอย่างถาวร”

จากทุกคำพูดให้สัมภาษณ์ที่สะท้อนแนวคิดเจ๋ง ๆ ของน้าต๋อย ผมเชื่อว่า แฟนการ์ตูนคงเห็นพ้องต้องกัน… เขาคนนี้ คือซูเปอร์ฮีโร่ที่มีตัวตนบนโลกความเป็นจริง… เจ้าของพลัง…คลื่นเต่า…สะท้านฟ้าาาาาาาาาาาาาาาาาา

 

ปัณณวิชญ์ เตชะเกรียงไกร

ปัณณวิชญ์ เตชะเกรียงไกร

บรรณาธิการนิตยสาร นักเขียน นักอ่าน และนักวิจารณ์ สมาชิกชมรมวิจารณ์บันเทิง คอลัมนิสต์ผู้ติดตามข่าวสารในแวดวงสื่อทุกประเภท - นักเขียนประจำเว็บไซต์ Leader Wings

More Posts - Facebook

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled