ความลับของคำว่า ‘เวลาเป็นเงินเป็นทอง’ จะทำให้คุณรวยขึ้นจากการทำงานน้อยลง

ทำน้อยให้ได้มาก

คำว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง เป็นคำที่มีมานานมากและเรามักถูกกระตุ้นให้ขยันหมั่นเพียรอย่าจับจด จงเร่งทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพราะ… เวลาเป็นเงินเป็นทอง ผมก็แอบคิดอยู่เนืองๆ ว่าแล้ว เงินทองมันอยู่ตรงไหนของเวลาวะ

ตลอดสิบปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่าผมเป็นคนขยันคนหนึ่งเลย ผมใช้เวลาเพียงสามปีในการอัพเงินเดือนตัวเอง 400% จากพนักงานเรียงสินค้าไปสู่จัดซื่อนำเข้าสินค้า ผมตื่นเช้าพร้อมไฟลุกอยากไปทำงานและกลับบ้านดึกดื่นเพราะความสนุกในงานที่ทำ – แบบนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันใช่ เวลาเป็นเงินเป็นทอง หรือเปล่า?

[pullquote align=”left” cite=”” link=”” color=”” class=”” size=”18″]แต่ผมเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในชีวิตหลังจาก บ้างานนานครึ่งทศวรรษ[/pullquote]

ยิ่งผมทำมาก ผมยิ่งทำมากขึ้นไปอีก ปริมาณงาน ความเครียด ความกดดัน มากขึ้นสวนทางอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน ผมเริ่มประสบภาวการณ์ทำเท่าไรก็ไม่จบไม่สิ้น หรืออารมณ์ประมาณงานงอก ผมเริ่มหมดไฟ ไม่ใช่หมดเพราะแก่แต่หมดเพราะพลังงานถูก Burn จนมอดไหม้ – ที่น่ากลัวคือ ทำไมผมยิ่งทำยิ่งจน!

ถอดรหัสลับ ยิ่งทำยิ่งจน

ทำงานมานานน่าจะรวย แต่ผมยิ่งทำยิ่งจน ทำไมใช้เงินเดือนชนเดือน?…

ประสบการณ์แรกที่ผมมาคิดได้ในวันนี้คือ ครั้งหนึ่งผมติดกับมนุษย์เงินเดือน การที่การเติบโตเร็วในช่วงครึ่งทศวรรษแรกทำให้ผมคิดว่าตัวเองติดลมบน ชีวิตนี้สบายแล้ว แล้วก็เริ่มก่อหนี้

ประสบการณ์ที่สองคือ เมื่อคุณทำงานมาก คุณก็จะคิดให้รางวัลกับตัวเองมากตามไปด้วย โดยเฉพาะงานที่มีหลักประกันอย่าง งานกินเงินเดือน ที่คิดว่าใช้ๆไปเถอะ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็ได้ ดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อนด้วยซ้ำ

สรุปสาเหตุประการแรก คือ หนี้บั่นทอนความมั่งคั่ง

ประสบการณ์ที่สามนี่น่าสนใจคือ ถ้าคุณทำงานที่รายได้เป็น Fix income อย่างเงินเดือนประจำ ยิ่งทำมากรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงยิ่งน้อยลง อันนี้เป็นวิธีคิดที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนคิดไม่ถึง เพราะเราคิดแต่เพียงว่า ฉันปลอดภัยแล้วเพราะฉันมีเงินเดือนประจำ

ผมจะพาคำนวณ… สมมุติคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท และคุณทำงาน 8 ชั่วโมง 22 วัน รายได้ต่อชั่วโมงของคุณหารแล้วได้ ชั่วโมงละ 170 บาท

แต่ถ้าคุณทำงานหนักมาก เป็นวันละ 10 ชั่วโมง แล้วไปรวมกับเวลาสูญเสียที่เสียไปกับการเดินทางที่ไม่สามารถเอาไปใช้ทำงานอื่นได้เลยอีกวันละ 4 ชั่วโมง รวมแล้วเท่ากับ 14 ชั่วโมง รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของคุณจะเหลือชั่วโมงละ 97 บาท หดไปเกือบ 50%!

ถอดรหัสลับ คนรวยสอยเงินจากเวลา

สิบปีที่ผ่านมา ผมมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะงานประจำ ฉะนั้นผมจะว่างานประจำไม่ดีไม่ได้ แต่!.. ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าคนรวยค่อนโลกนี้ไม่ได้รวยเพราะทำงานหนักหัวปักหัวปำหรือ ขายแรงกายและเวลาแลกเงิน

ด้วยสมการรายได้ที่ผมเล่าไว้ด้านบน คุณจะตกอยู่ภายใต้ขีดจำกัดของ ร่างกาย และ เวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน – คุณไม่สามารถทำงานสองบริษัทหรือแม้แต่สองงานในเวลาเดียวกัน และคุณไม่สามารถทำงานได้มากกว่าวันละ 24 ชั่วโมง…

แล้วคนที่ทำน้อยได้มากเขาทำยังไง?

[pullquote align=”right” cite=”” link=”” color=”#659EC7″ class=”” size=”18″]พวกเขาสร้างรายได้จาก สินทรัพย์![/pullquote]
สร้างสินทรัพย์เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เติมมูลค่าเพิ่มลงไปในสินทรัพย์แล้วแลกเปลี่ยนเป็นเงิน — สินทรัพย์ที่ว่าก็คือสินค้านั่นแหละครับ จะอยู่ในรูปของ Physical หรือ Digital ก็ได้

สินค้ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งไอเทม และหนึ่งไอเทมก็มีมากกว่าหนึ่งชิ้นถูกกระจายไปหาคนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ด้วย System ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการส่งมอบ ก่อเกิดรายได้แบบ Leverage หรือ ทวีคูณ ในเวลาเดียวโดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ แรงกาย และ เวลา

ดังนั้นคำว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง ที่ผมประสบจากผู้อื่นและตนเองจากการเป็นเจ้าของสินค้าคือ ไม่ใช่วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด แต่เป็นการสร้างระบบเพื่อสูบเงินออกจากห้วงกาลเวลา การทำเงินในแบบที่เรียกว่า Passive income นั่นเองครับ

Passive Income ไม่ใช่แค่การลงทุนในหุ้นและอสังหาฯ

คนชอบคิดว่า Passive income คือหุ้นและอสังหาฯ แต่ธุรกิจเกือบทุกชนิดมันเป็น Passive ได้หมด คือมันจะ Active ช่วงแรกที่คุณต้องคิดต้องสร้างระบบและสินค้าขึ้นมา แต่เมื่อใดที่ธุรกิจคุณอยู่ตัว จ้างคนมาทำงาน มีระบบให้กิจการเดินไปเป็นสเต็ปๆ แล้วคุณถอยออกมาดูอยู่ห่างๆ มันก็เป็น Passive ซึ่งผมจะบอกว่าแม้แต่ Ecommerce ก็วางให้เป็น Passive ได้!

กรณีผมทำธุรกิจขายความรู้ หรือ Information product สินค้าอยู่ในรูปดิจิตอล สามารถวางระบบตั้งแต่ การขายที่ใช้ Ads หน้าเว็บไซต์เป็นหน้าขายของมีระบบ Payment online และระบบส่งมอบสินค้าอัตโนมัติ การเชื่อมสามส่วนนี้เข้ากับตัวสินค้าทำให้งานของผมเป็น Passive เช่นกัน

และเมื่อผมมีเงินส่วนเกินที่เหลือจากธุรกิจ ผมจึงค่อยย้ายไปใส่ยังหุ้นและหน่วยลงทุนอื่นๆ เพื่อเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์

ถึงจุดนี้ผมจึงเข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จสร้างความร่ำรวยจากการสร้างสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้แบบ Passive income โดยแบ่ง

  • Stage 1 ลงทุนแรงกายและเวลาสร้างสินทรัพย์หน่วยแรก ส่งหน่วยแรกไปทำงาน
  • Stage 2 มีเวลาว่างหลังจากจบโปรเจคแรก ก็ต่อโปรเจคสอง สร้างสินทรัพย์เพิ่มส่งไปทำงาน
  • Stage 3 มีเงินเย็นๆเหลือเยอะ เริ่มเอาต์ซอสคนมาสร้างสินทรัพย์
  • Stage 4 เงินเยอะมาก ไม่สร้างอะไรเพิ่ม แต่ Allocate ไปตามหน่วยต่างๆ เช่น หุ้น อสังหาฯ บริษัทสตาร์ทอัพ ฯลฯ

อันนี้คือ Pattern สู่ความมั่งคั่งที่คุณทำได้

Paul Kridakorn

อดีตผู้บริหารงานจัดซื้อระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมค้าปลีก ปัจจุบันเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Leader Wings ประกอบธุรกิจด้านการวางระบบ Content Marketing สำหรับองค์กร รับผิดงานด้านที่ปรึกษาและการจัดการด้านการตลาดออนไลน์

More Posts

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled