หลักคิดเรื่อง ‘เวลาเป็นเงินเป็นทอง’ รู้แล้วรวย

Credit: flickr.com

Credit: flickr.com

คำว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง เป็นคำที่มีมานานมากและเรามักถูกกระตุ้นให้ขยันหมั่นเพียรอย่าจับจด จงเร่งทำงานให้เสร็จเร็ว ๆ เพราะ… เวลาเป็นเงินเป็นทอง ผมก็แอบคิดอยู่เนือง ๆ ว่าแล้ว เงินทองมันอยู่ตรงไหนของเวลา

ตลอดสิบปีที่ผ่านมาผมเชื่อว่าผมเป็นคนขยันคนหนึ่งเลย ผมใช้เวลาเพียงสามปีในการอัพเงินเดือนตัวเอง 400% จากพนักงานเรียงสินค้าไปสู่จัดซื่อนำเข้าสินค้า ผมตื่นเช้าพร้อมไฟลุกอยากไปทำงานและกลับบ้านดึกดื่นเพราะความสนุกในงานที่ทำ – แบบนี้ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันใช่ เวลาเป็นเงินเป็นทอง หรือเปล่า?…

[pullquote align=”full” cite=”” link=”” color=”” class=”” size=”16″]แต่ผมเริ่มรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติในชีวิตหลังจากมีพฤติกรรมบ้างานยาวนานผ่านครึ่งทศวรรษ[/pullquote]

ยิ่งผมทำมาก ผมยิ่งทำมากขึ้นไปอีก ปริมาณงาน ความเครียด ความกดดัน มากขึ้นสวนทางอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินเดือน ผมเริ่มประสบภาวการณ์ทำเท่าไรก็ไม่จบไม่สิ้น หรืออารมณ์ประมาณงานงอก ผมเริ่มหมดไฟ ไม่ใช่หมดเพราะแก่ แต่หมดเพราะพลังงานถูก Burn จนมอดไหม้ – ที่น่ากลัวคือ ทำไมผมยิ่งทำยิ่งจน!

ถอดรหัสลับ ยิ่งทำยิ่งจน

ทำงานมานานน่าจะรวย แต่ผมยิ่งทำยิ่งจน ทำไมใช้เงินเดือนชนเดือน?…

ประสบการณ์แรกที่ผมมาคิดได้ในวันนี้คือ ครั้งหนึ่งผมติดกับมนุษย์เงินเดือน การที่การเติบโตเร็วในช่วงครึ่งทศวรรษแรกทำให้ผมคิดว่าตัวเองติดลมบน ชีวิตนี้สบายแล้ว แล้วก็เริ่มก่อหนี้

ประสบการณ์ที่สองคือ เมื่อคุณทำงานมาก คุณก็จะคิดให้รางวัลกับตัวเองมากตามไปด้วย โดยเฉพาะงานที่มีหลักประกันอย่าง งานกินเงินเดือน ที่คิดว่าใช้ ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวสิ้นเดือนก็ได้ ดึงเงินในอนาคตมาใช้ก่อนด้วยซ้ำ

สรุปสาเหตุประการแรก คือ หนี้บั่นทอนความมั่งคั่ง

ประสบการณ์ที่สามนี่น่าสนใจคือ ถ้าคุณทำงานที่รายได้เป็น Fix income อย่างเงินเดือนประจำ ยิ่งทำมากรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงยิ่งน้อยลง อันนี้เป็นวิธีคิดที่มนุษย์เงินเดือนหลายคนคิดไม่ถึง เพราะเราคิดแต่เพียงว่า ฉันปลอดภัยแล้วเพราะฉันมีเงินเดือนประจำ

ผมจะพาคำนวณ… สมมติคุณมีเงินเดือน 30,000 บาท และคุณทำงาน 8 ชั่วโมง 22 วัน รายได้ต่อชั่วโมงของคุณหารแล้วได้ ชั่วโมงละ 170 บาท

แต่ถ้าคุณทำงานหนักมาก เป็นวันละ 10 ชั่วโมง แล้วไปรวมกับเวลาสูญเสียที่เสียไปกับการเดินทางที่ไม่สามารถเอาไปใช้ทำงานอื่นได้เลยอีกวันละ 4 ชั่วโมง รวมแล้วเท่ากับ 14 ชั่วโมง รายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงของคุณจะเหลือชั่วโมงละ 97 บาท หดไปเกือบ 50%!

ถอดรหัสลับ คนรวยสอยเงินจากเวลา

สิบปีที่ผ่านมา ผมมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะงานประจำ ฉะนั้นผมจะว่างานประจำไม่ดีไม่ได้ แต่!.. ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าคนรวยค่อนโลกนี้ไม่ได้รวยเพราะทำงานหนักหัวปักหัวปำหรือ ขายแรงกายและเวลาแลกเงิน

ด้วยสมการรายได้ที่ผมเล่าไว้ด้านบน คุณจะตกอยู่ภายใต้ขีดจำกัดของ ร่างกาย และ เวลา 24 ชั่วโมงต่อวัน – คุณไม่สามารถทำงานสองบริษัทหรือแม้แต่สองงานในเวลาเดียวกัน และคุณไม่สามารถทำงานได้มากกว่าวันละ 24 ชั่วโมง…

แล้วคนที่ทำน้อยได้มากเขาทำยังไง?

[pullquote align=”full” cite=”” link=”” color=”” class=”” size=”16″]พวกเขาสร้างรายได้จาก สินทรัพย์![/pullquote]

สร้างสินทรัพย์เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน เติมมูลค่าเพิ่มลงไปในสินทรัพย์แล้วแลกเปลี่ยนเป็นเงิน — สินทรัพย์ที่ว่าก็คือสินค้านั่นแหละครับ จะอยู่ในรูปของ Physical หรือ Digital ก็ได้

สินค้ามีจำนวนมากกว่าหนึ่งไอเทม และหนึ่งไอเทมก็มีมากกว่าหนึ่งชิ้นถูกกระจายไปหาคนจำนวนมากในเวลาเดียวกันได้ด้วย System ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการส่งมอบ ก่อเกิดรายได้แบบ Leverage หรือ ทวีคูณ ในเวลาเดียวโดยไม่ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของ แรงกาย และ เวลา

ดังนั้นคำว่า เวลาเป็นเงินเป็นทอง ที่ผมประสบจากผู้อื่นและตนเองจากการเป็นเจ้าของสินค้าคือ ไม่ใช่วิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำงานหนักจนสายตัวแทบขาด แต่เป็นการสร้างระบบเพื่อสูบเงินออกจากห้วงกาลเวลา การทำเงินในแบบที่เรียกว่า Passive income นั่นเองครับ

Passive Income ไม่ใช่แค่การลงทุนในหุ้นและอสังหาฯ

คนชอบคิดว่า Passive income คือหุ้นและอสังหาฯ แต่ธุรกิจเกือบทุกชนิดมันเป็น Passive ได้หมด คือมันจะ Active ช่วงแรกที่คุณต้องคิดต้องสร้างระบบและสินค้าขึ้นมา แต่เมื่อใดที่ธุรกิจคุณอยู่ตัว จ้างคนมาทำงาน มีระบบให้กิจการเดินไปเป็นสเต็ป ๆ แล้วคุณถอยออกมาดูอยู่ห่าง ๆ มันก็เป็น Passive ซึ่งผมจะบอกว่าแม้แต่ Ecommerce ก็วางให้เป็น Passive ได้!

กรณีผมทำธุรกิจขายความรู้ หรือ Information product สินค้าอยู่ในรูปดิจิตอล สามารถวางระบบตั้งแต่ การขายที่ใช้ Ads หน้าเว็บไซต์เป็นหน้าขายของมีระบบ Payment online และระบบส่งมอบสินค้าอัตโนมัติ การเชื่อมสามส่วนนี้เข้ากับตัวสินค้าทำให้งานของผมเป็น Passive เช่นกัน

และเมื่อผมมีเงินส่วนเกินที่เหลือจากธุรกิจ ผมจึงค่อยย้ายไปใส่ยังหุ้นและหน่วยลงทุนอื่นๆ เพื่อเก็บรักษาและเพิ่มมูลค่าของสินทรัพย์

ถึงจุดนี้ผมจึงเข้าใจว่าคนที่ประสบความสำเร็จสร้างความร่ำรวยจากการสร้างสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้แบบ Passive income โดยแบ่ง

Stage 1 ลงทุนแรงกายและเวลาสร้างสินทรัพย์หน่วยแรก ส่งหน่วยแรกไปทำงาน
Stage 2 มีเวลาว่างหลังจากจบโปรเจคแรก ก็ต่อโปรเจคสอง สร้างสินทรัพย์เพิ่มส่งไปทำงาน
Stage 3 มีเงินเย็น ๆ เหลือเยอะ เริ่มเอาต์ซอสคนมาสร้างสินทรัพย์
Stage 4 เงินเยอะมาก ไม่สร้างอะไรเพิ่ม แต่ Allocate ไปตามหน่วยต่าง ๆ เช่น หุ้น อสังหาฯ บริษัทสตาร์ทอัพ ฯลฯ

อันนี้คือ Pattern สู่ความมั่งคั่ง จัดไป!

Paul Kridakorn

อดีตผู้บริหารงานจัดซื้อระหว่างประเทศในอุตสาหกรรมค้าปลีก ปัจจุบันเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Leader Wings ประกอบธุรกิจด้านการวางระบบ Content Marketing สำหรับองค์กร รับผิดงานด้านที่ปรึกษาและการจัดการด้านการตลาดออนไลน์

More Posts

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled