Exclusive Interview – “ห้ามพูดคำว่าไม่มีเวลา” ผู้ชายคนนี้บริหาร 3 บริษัท เขียนหนังสือ และมีเวลาให้ครอบครัวเต็มที่ – เล็ก กฤตนันท์ วิโรจน์สายลี

คุณเป็นหนึ่งในพนักงานออฟฟิศ ที่มีความฝันอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือถูกใครต่อใครเรียกว่า “นักธุรกิจร้อยล้าน” รึเปล่า ? คงมีหนุ่มสาวออฟฟิศจำนวนมากมายนะคะ ที่อยากจะเป็นเจ้าของกิจการมากกว่า การเป็นลูกจ้าง

แต่ที่หลายคนคิดนั้น ก็มีคำถามตามมามากมายว่า…

เราจะเป็นได้อย่างไร ทำยังไงที่จะพาตัวเองไปถึงจุดนั้นให้ได้ ในเมื่อวันนี้เรามีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ คืองานประจำที่ตัวเองทำอยู่

มองความเป็นไปได้แทบจะเป็นศูนย์ จะเอาเวลาจากตรงไหนไปเริ่ม จะเริ่มยังไง ในแต่ละวันรวมเวลาทำงาน เวลาเดินทาง ก็แทบจะหมดวันแล้ว จึงพักความฝันอันยิ่งใหญ่นี้ไว้ตรงนั้น

ในวันนี้เรามีตัวอย่างนึงแห่งความสำเร็จ ของพนักงานออฟฟิศ ที่เปลี่ยนตัวเองมาเป็น “นักธุรกิจร้อยล้าน” คุณเล็ก กฤตนัน วิโรจน์สายลี นักธุรกิจร้อยล้านผู้ที่ประสบความสำเร็จในระเวลาอันรวดเร็ว

อยากทราบแนวคิด หลักการทำงานของผู้ชายคนนี้ใช่ไหมคะ ว่าเค้ามีวิธีการจัดการ แนวคิดต่าง ๆ รวมไปถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่

อย่าง 3 บริษัท Ferric ธุรกิจ Office furniture , Norden ธุรกิจ จอ LED และ Sales101

การเป็นเจ้าของ 3 ธุรกิจ ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้ง 3 ธุรกิจ หลาย ๆ คนอาจจะมองว่าการทำให้สำเร็จไปพร้อม ๆ กันได้ เป็นเรื่องที่ยาก แต่คุณเล็กสามารถประสบความสำเร็จได้ โดยมีหลักการที่ไม่ซับซ้อน

คุณเล็กมีวิธีการ แนวคิดและการจัดการวางระบบงานระบบความคิดอย่างไร บทสัมภาษณ์นี้มีคำตอบค่ะ

จุดเริ่มต้นของ 3 ธุรกิจนี้เป็นมาอย่างไร และทำการตลาดยังไง

“บริษัทแรกที่ตั้งคือ บริษัท Ferric เป็นธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับ office furniture ต้องเล่าที่มาที่ไปก่อนนะครับ ช่องทางของธุรกิจตัวนี้ เราทำเป็นแบบ B2B (business to business) คือขายเข้าองค์กร 100% ทางผมเองไม่ได้ไปเปิดเป็นโชว์รูมเหมือนที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทำอยู่ แต่จะเป็นการขายของเข้าองค์กร 100%

ที่มาที่ไปคืออย่างงี้ครับ ก่อนที่จะมาเปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง ผมเองมีประสบการณ์ ของB2B มา 10 กว่าปีในฐานะที่เป็นลูกจ้าง โดยมีตำแหน่งบริหารให้กับองค์กรต่างชาติ ก็เลยมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของช่องทางการขายแบบB2B

ประกอบกับมองเห็นว่าธุรกิจเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์ เป็นสินค้าที่มี Demand ในตลาดอยู่พอสมควร ทีนี้เราก็เอา Demand ในตลาดที่มีอยู่ มาบวกรวมกับความเชี่ยวชาญ ชำนาญ ในช่องทางการขายแบบ B2B ที่เราสะสมมา10 กว่าปี มาผสมรวมกัน ก็เลยเป็นที่มาที่ไป ที่เปิดบริษัทแรก คือ Ferric

และบริษัทที่ 2 คือบริษัทที่เปิดหลังจากที่บริษัทแรกค่อนข้างประสบความสำเร็จไปแล้ว คือ Norden ทำเกี่ยวกับตัวจอโฆษณา LED เบื้องต้นใช้ process เดียวกับบริษัทแรกเลย แค่ผมเปลี่ยนสินค้า

โดยผมมีความเชื่อว่า ถ้าใช้ process แบบเดิม แล้วเปลี่ยนแค่ของที่ขาย จะขายอะไรก็แล้วแต่ ด้วยกระบวนการตรงนี้ ต้องประสบความสำเร็จ ก็เลยเป็นที่มาที่ไปที่ทำตัวนี้ขึ้นมา

ทั้ง 2 บริษัท Ferric และ Norden รูปแบบการทำตลาดจะโคลนนิ่งกันออกมาเลย คือการทำตลาดแบบ  B2B

ส่วน Sales101 จริง ๆ เป็นธุรกิจที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง คือการทำ content marketing ซึ่งตัวนี้เดี๋ยวช่วง ๆ ท้าย ๆ ผมจะเจาะลึกให้ครับ”

Editor Note

พอได้คุยกับคุณเล็กในส่วนของจุดเริ่มต้นการทำ 3 ธุรกิจ ซึ่งก็มีผู้ร่วมก่อตั้งกับคุณเล็กด้วยนะคะ คือ คุณ เหมือง พรพรหม เอมระดี ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท Ferric และ Norden ดิฉันเลยมีโอกาสได้คุยกับคุณเหมือง 

คุณเหมืองเล่าว่า

“รู้จักกับคุณเล็กมา 4-5 ปีแล้ว เคยร่วมงานกันมาก่อนในบริษัทต่างชาติ อยู่ในตำแหน่งผู้บริหารกันมาทั้งคู่ ก็ได้มีการประสานงานกันอยู่ในบริษัทนั้น ก็มีการคุยกัน เขามีความถนัดแบบนั้น เรามีความถนัดแบบนี้ แล้วก็คิดกันว่าถ้าเราสองคนมาร่วมงานกันได้ ก็น่าจะสามารถสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่ได้อีกธุรกิจหนึ่ง ก็เลยตัดสินใจออกมาทำร่วมกันครับ”

การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว แต่คุณเล็กสามารถบริหารจัดการ ดูแลหลาย ๆ ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้ 

คุณเล็กมีหลักในการบริหารงาน บริหารคน และดูแลหลาย ๆ ธุรกิจให้ประสบความสำเร็จไปพร้อม ๆ กันอย่างไร?

อันดับแรก เราต้องกล้ากระจายงาน

“กระจายงานคือ ไม่ใช่เราสั่งอย่างเดียวแต่ต้องกล้ากระจายงานให้ถูกคน เราจะต้องหาให้เจอว่า งานนี้ใครสามารถที่จะแบ่งเบาภาระ รับผิดชอบแทนเราได้ เพราะเราไม่สามารถ ลงไปดูแล ดีเทลทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง นั่นคือการที่เรากล้ากระจายงาน”

อันดับที่สอง คือ จะต้องยอมทุ่มเวลาลงไปในเรื่องของการสอนงาน และ Coaching

“เพราะว่าถ้าเรากระจายงานอย่างเดียว หลายครั้งจะพบว่าเขาก็ทำจบ แต่ในอนาคตเค้าไม่สามารถที่จะวางแผนทำด้วยตัวเองได้เล็ก กฤตนัน วิโรจน์สายลี

ดังนั้น เราก็ต้องยอมทุ่มเวลาลงไปสอนงานตัวเองด้วย ช่วงแรกเราอาจจะเสียเวลาเล็กน้อย แต่เมื่อเราเสียเวลาตรงนั้น ในอนาคต เขาสามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ เราก็จะเบาขึ้น แล้วอย่าลืมนะครับว่า สอนงานกับ Coaching คนละรูปแบบกัน”

สอนอาจจะจบตรงนั้น แต่อาจจะลืม อาจจะไม่ชำนาญ coaching เรามองถึงประสิทธิผลระยะยาว ทำยังไงที่เราจะสอนเค้า ให้วันนึงเค้าขึ้นมาทดแทนเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นหมายถึงว่า เราสอนคนแบ่งเบาภาระได้ ตัวเค้าเองก็เก่งขึ้นด้วย แล้วตัวเราเองก็จะเบาลง

หลัก ๆ ก็จะมี 2 หลักนี้ กล้ากระจายงาน กับ ทุ่มเทเวลาลงไปสอน โคชชิ่งด้วยตัวเอง

Editor Note

ได้ทราบแนวคิดการบริหารงาน บริหารคนของคุณเล็กแล้ว ดิฉันคิดว่า หากใครได้ร่วมงานกับคุณเล็กนับว่าเป็นโชคดีมาก ๆ เพราะการทำงานบางที่ แน่นอนค่ะ ว่าต้องมีการสอนงาน แต่จะมีสักกี่ที่ ที่ผู้บริหารจะลงมาเป็น Coaching สอนงานด้วยตัวเอง นี่คือการทำให้พนักงานได้เรียนรู้งานอย่างแท้จริง

อย่างที่คุณเล็กบอก ตัวพนักงานจะเก่งขึ้น ส่วนผู้บริหารจะเหนื่อยน้อยลง และงานที่ออกมาก็จะมีประสิทธิภาพอันสูงสุดด้วยค่ะ

แนวคิดนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ได้  ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใด ๆ หรือธุรกิจประเภทไหน

และอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทุกคนจะต้องเกิดคำถามนะคะ นั่นก็คือ การทำงานของนักธุรกิจร้อยล้าน เขาจะมีเวลาบ้างไหม แล้วอย่างคุณเล็กมีหลาย ๆ ธุรกิจนั้น จะต้องแบ่งเวลายังไง

หลักในการบริหารเวลา ของนักธุรกิจร้อยล้าน

อันดับแรก สำคัญที่สุดคือ “ห้ามพูดว่าไม่มีเวลา”

“อันนี้ต้องห้ามเลย เวลาทุกคนมีเท่ากัน อยู่ที่ว่าการบริหารของเราเป็นยังไงมากกว่า” 

อย่างที่2 คือ เรามองว่าเราจะต้องเสียเวลามากขึ้นไปกับการวางแผน

“ยกตัวอย่างเช่น มาถึงออฟฟิศ 9 โมงแล้วทำงานทันที อันนี้ไม่ถูก”

“เราจะต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งในการวางแผนในแต่ละวัน เพราะผมเชื่อว่า 10 นาที ที่เราเสียเวลาวางแผน อาจจะเซฟเวลาทำจริงได้เป็นชั่วโมง”  

“เราก็เลยคิดว่า ก่อนจะเริ่มทุกสิ่งอย่าง เราต้องวางแผนก่อนว่า วันนี้มีกี่อย่างที่เราต้องทำ แต่ละอย่าง ใช้เวลานานแค่ไหน และที่สำคัญที่สุดคือจะเริ่มทำอะไรก่อน

ย้ำอีกครั้งนึง เราเสียเวลาวางแผนแค่ 10 นาที แต่เราอาจจะเซฟเวลาทำงานได้เป็นชั่วโมงต่อวันเลย หลังจากที่เราวางแผนเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องมีวินัยและโฟกัสกับมัน

เช่น เราบอกว่า ครึ่งชั่วโมงแรกของวันเราจะทำอะไร ฉะนั้น ครึ่งชั่วโมงแรก เราต้องชัทดาวน์ทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วโฟกัสกับสิ่งนั้นสิ่งเดียว ทำให้เสร็จ ไม่เสร็จไม่เลิก มีวินัยกับเรื่องนั้น ๆ เป็นบล็อคเป็นบล็อคไป”  

และอันสุดท้าย เป็นสิ่งที่ผมเพิ่งได้เรียนรู้มาเมื่อไม่นานนี่เอง คือ  “say no ให้เป็น”

“ไม่ใช่ว่าทุกอย่างได้หมด โอเคครับเดี๋ยวทำ เดี๋ยวดูให้ say no นี่ไม่ใช่ว่าเราปฏิเสธงานนะ ไม่ได้หมายถึงว่าเราปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่เราจะต้องเลือกว่าอันไหน มีความสำคัญมากกว่า อันไหนที่เราไม่สามารถจะรับตรงนั้นได้ ทำเดี๋ยวนั้นได้”  

“ต้องเริ่มจากการ say no ให้เป็น แล้วจะพบว่า slot เวลาที่เราวางไว้ มันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น”

คุณเล็กทำงานวันละกี่ชั่วโมง

“จริง ๆ แล้วผมใช้เวลาเป๊ะพอสมควร จะไม่ได้ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ ผมทำงาน 8โมงครึ่ง 6โมงเย็นจบทุกวัน กลับบ้านมีเวลาให้ครอบครัวทุกวัน คือ ถ้าเวลาทำงาน เราก็จะโฟกัสกับการทำงาน 100%

แล้วเราอาจจะหาเวลาเพิ่มเติมจากส่วนที่บางคนคิดว่าไม่สำคัญ เช่น

เช้าอาจจะตื่นเร็วขึ้น ครึ่งชั่วโมง เที่ยงอาจจะกินข้าวให้เร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง ตอนเย็นกลับบ้านช้าซักนิดอีกครึ่งชั่วโมง ตอนกลางคืน อาจจะงดดูทีวีซักชั่วโมง เผลอ ๆ รวมกันแล้วเบ็ดเสร็จอาจจะได้ 3 ชั่วโมงต่อวัน

เอาจากแค่ 3-4 slotตรงนี้  3 ชม ต่อวัน ลองคำนวนดูสิครับ  5 วันทำงาน เท่ากับ 15 ชม 4 อาทิตย์ต่อเดือนเท่ากับ 60 ชม เอาแค่ 4 slot เวลาตรงนี้ เราก็จะได้เพิ่มขึ้นอีก 60 ชม ต่อเดือน ซึ่งมหาศาลมาก ๆ เราต้องหา 3-4 slot เวลาตรงนี้ให้เจอ”

“เราเชื่อว่าการทำงานหามรุ่งหามค่ำอาจจะไม่จำเป็นเสมอไป เพราะครอบครัวก็เป็นอีกอย่างนึงที่เราต้องบริหารเวลาให้สมบูรณ์เช่นเดียวกัน”

Editor Note

เมื่อได้คุยถึงเรื่องหลักการบริหารเวลาของคุณเล็กแล้ว ก็เกิดความคิดว่าหลัก 3 ข้อนี้ของคุณเล็ก ผู้อ่านสามารถนำไปใช้ในการบริหารเวลาในชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงานได้เลยนะคะ

จริงอยู่คนเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง แต่ใน 1 วัน บางคนใช้ความคุ้มค่าของเวลาไม่เท่ากัน เพียงเพราะอาจจะยังมีการจัดระบบที่ไม่ถูกทางค่ะ  และในส่วนของแนวคิดเรื่องการเสียเวลาวางแผน 10 นาที แต่จะเซฟเวลาจริงได้เป็นชั่วโมง

ที่คุณเล็กได้บอกมานั้น เมื่อเราคิดตามก็จริงอยู่

คนเราส่วนใหญ่มาถึง ก็จะเร่งรีบทำงานเลย โดยอาจจะมองข้ามเรื่องการจัดการ การวางแผนก่อนเริ่มต้นไปค่ะ และหากมีระบบการจัดการ การแบ่งเวลาที่ดี เราจะไม่มีวันพูดคำว่า “ไม่มีเวลา” ออกมาเลย  

จุดเปลี่ยนจากพนักงานออฟฟิศ สู่เจ้าของธุรกิจร้อยล้าน

คุณเล็กเคยทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่เป็น 10 ปี ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างในปัจจุบันนี้ เลยอยากจะทราบถึง จุดเปลี่ยนตรงนี้ของคุณเล็ก ที่กล้าจะก้าวออกมาทำธุรกิจของตัวเอง

“สาเหตุที่ทำให้ผมกล้าเสี่ยง และก้าวมาทำธุรกิจของตัวเอง หลัก ๆ มี 2 อย่างครับ

จุดเปลี่ยนแรกคือ เราค่อนข้างมั่นใจในระดับนึง เพราะก่อนหน้านั้น เราสามารถบริหารให้องค์กรใหญ่ ๆ  หลาย ๆ องค์กรประสบความสำเร็จได้ เราก็เลยคิดว่า

เห้ย น่าจะถึงเวลาแล้วที่จะมาบริหารให้กับตัวเอง เพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จบ้าง”

“เราก็คิดว่า เราสามารถทำให้หลายๆ องค์กรประสบความสำเร็จได้วันนี้อาจจะถึงเวลาแล้วที่องค์กรนั้น จะเป็นองค์กรของตัวเองบ้าง”

“จุดเปลี่ยนที่สองที่สำคัญ คือคิดว่า ทุกธุรกิจที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ คือ “ยอดขาย” ไม่ว่าธุรกิจคุณจะวิลิศมาหราแค่ไหน ถ้าไม่มียอดขายเข้ามาก็เสร็จหมด ทีนี้ ไอ้เรื่องการหายอดขายนี่แหละ มันเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด เพราะผมวนเวียนอยู่กับการขายมา 10 กว่าปี เราพูดง่าย ๆ ว่าเรามั่นใจว่าขายของได้และบริหารคน บริหารทีมเซลให้ไปขายแทนเราได้  

เพราะฉะนั้น ผมก็เลยกระโดดมาทำธุรกิจของตัวเอง ภายใต้เงื่อนไขที่รู้สึกว่า ความเสี่ยงของผมมันน้อยกว่าคนอื่น ในแง่ที่ว่า ผมรู้ว่าจะต้องขายของยังไง  เลยคิดว่าถ้าเราขายเป็น มั่นใจว่ายอดขายยังไงก็น่าจะขายได้ชัวร์ ๆ เลยคิดว่าเอาล่ะ ในเมื่อเราขายเป็น เราขายให้คนอื่นได้ วันนี้ ลองมาขายให้บริษัทตัวเองดูซักตั้ง คงไม่เสียหาย”

ที่มาที่ไปก็เป็น 2 เรื่องนี้ คือ

  1. ถึงเวลาแล้วที่จะลองบริหารให้ตัวเองประสบความสำเร็จดู
  2. คือ จะเสี่ยงยังไงก็แล้วแต่ เบื้องต้นพื้นฐานการขายเราก็มี น่าจะไปรอดได้

Editor Note

คุณเล็กเป็นอีกคนนึง ที่เก่งในเรื่องของการขายมาก ในส่วนนี้เป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนทราบกันดี และตอนที่ได้คุยกับ คุณเหมือง พรพรหม ผู้ร่วมก่อตั้ง  Ferric และ Norden กับคุณเล็ก

คุณเหมืองได้บอกไว้ว่า…

“ในเรื่องของการขายคุณเล็กเก่งมาก แล้วก็เป็นเซลส์ที่หาตัวจับได้ยาก ในเรื่องของการทำการตลาดเชิงรุก ผมสบายใจมากที่เค้าเป็นคนดูแลในส่วนของตรงนี้ ผมก็ได้ทำงานในส่วนของหลังบ้านอย่างเต็มที่ เพื่อคอยซัพพอร์ทในส่วนต่าง ๆ”

จุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นนี้ของคุณเล็ก ทำให้ได้ข้อคิดอีกอย่างนึงก็คือ ถ้าเราหาความถนัดเฉพาะของตัวเองเจอ และมีเป้าหมาย มันก็สามารถเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนที่ดีได้ค่ะ  

เชื่อว่ามีพนักงานออฟฟิศ หลาย ๆ คนอยากเริ่มต้นที่จะเป็นเจ้าของกิจการ และอยากได้คำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์จริงอย่างคุณเล็กว่าควรจะต้องทำและเริ่มอย่างไร

คำแนะนำสำหรับพนักงานออฟฟิศ ที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจการจะต้องเริ่มต้นอย่างไร

ขอให้ข้อคิดในฐานะรุ่นพี่ 2 ข้อเลยแล้วกัน

ข้อแรก เกริ่นอย่างงี้ก่อนครับ ผมมองว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจเป็นความใฝ่ฝันมานานมากแล้ว แล้ววันนี้ได้มันมา แต่ตอนที่เป็นพนักงานออฟฟิศหรือเป็นลูกจ้าง เราก็ไม่เคยดูถูกโอกาสตรงนั้น เรามองว่าการเป็นลูกจ้างออฟฟิศ เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่และมหาศาล

ก่อนที่จะก้าวออกมาเป็นเจ้าของกิจการ ถามก่อนครับ ที่เป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ทุกวันนี้ คุณทำเต็มที่แล้วหรือยัง? หรือคุณคิดว่าอยากออกมาเป็นเจ้าของกิจการเพียงเพราะว่าขี้เกียจตอกบัตร ขี้เกียจให้หัวหน้าเรียกมาด่า ขีเกียจที่จะส่งรายงาน อยากเป็นนายตัวเอง

ถ้าคุณคิดว่าจะต้องก้าวมาเป็นเจ้าของกิจการ เพียงเพราะต้องการหนีปัญหากับความเป็นพนักงานออฟฟิศที่เจออยู่ แล้วมาเป็นนายตัวเอง อันนั้นเนี่ยน่าจะผิด

เพราะฉะนั้นข้อแรกที่อยากจะแนะนำคือ คุณเองทำเต็มที่แล้วหรือยัง ในฐานะที่เป็นลูกจ้าง

ถ้าคุณเต็มที่ แล้วคุณคิดว่าจะก้าวมาเป็นเจ้าของกิจการ อันนั้นน่าจะง่ายขึ้น แต่ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้เต็มที่กับหน้าที่ที่คุณทำอยู่ 100% เชื่อว่าก้าวแรกของคุณน่าจะผิด

งั้นสรุปคือ ก้าวแรกคุณทำเต็มที่ในฐานะลูกจ้าง ตักตวงกักเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เต็มที่ก่อน

แล้วแนวคิดที่สองที่อยากแนะนำครับ อันนี้จะย้ำมาก คือเหมือนเดิม อย่าบ่นว่าไม่มีเวลา

แนะนำว่าให้เริ่มลงมือทำบางอย่างวันนี้ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้เลย ถ้าหาเวลาจริง ๆ คุณจะหาเจอ

คุณไม่จำเป็นจะต้องไปเซ็นใบลาออกแล้วออกมาทำเลย คุณสามารถทำคู่กันได้ เช่น ตอนเที่ยง วันนี้คุณ give up เวลาที่จะไปกินข้าวเที่ยงให้มันสั้นลง

ไปซื้อหนังสือดี  ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของกิจการมาศึกษาดูมาอ่านดู เพื่อจะได้ตกผลึกว่า อะไรน่าจะเหมาะกับเรามากที่สุด อันนี้ถ้าคุณเริ่มทำ ก็ถือว่าเป็นการนับหนึ่ง เป็นการเริ่มต้นแล้ว  

ที่สำคัญครับ ตอนนี้ ยุคออนไลน์ปัจจุบัน เป็นยุคที่เอื้ออำนวยให้เจ้าของกิจการหลาย ๆ คนไม่จำเป็นจะต้องใช้เวลาเต็มที่ แต่สามารถแบ่งเวลา ช่วงเลิกงาน ช่วงเสาร์อาทิตย์  มาศึกษาและเริ่มทำอะไรบางอย่างก่อน ชิมลางกับมันดู โดยที่ไม่จำเป็นเป็นต้องเริ่มด้วยการลาออกมาทำเต็มตัวตั้งแต่ตอนแรก”

“สำคัญที่สุดคือคุณจะต้องลงมือทำบางอย่างทันทีโดยไม่ต้องรอ อันนี้ต่างหากที่เป็น key หลัก หรือ หัวใจหลักของการประสบความสำเร็จ”

นอกจากจะเป็น นักธุรกิจ 100 ล้าน ที่ประสบความสำเร็จแล้ว คุณเล็กยังเป็น ผู้ก่อตั้ง เพจ Sales 101 อีกด้วยมีแฟน ๆ นักอ่านชาว Leader wings ติดตามเพจ Sales101 อยู่มาก อยากทราบว่า

ทำไมจึงสร้างเพจ Sales101 ขึ้นมา

“แนวคิดในการทำเพจ เราเริ่มต้นจาก เราอยากจะให้ข้อมูลที่มีคุณค่า แล้วช่วยแก้ปัญหา ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ และตรงกับสิ่งที่เราถนัดด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราถนัดคืออะไร ก็ชัดเจนครับ

เราวนเวียนกับการขายมาสิบกว่าปี เราคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่เราถนัดที่สุด เราเลยคิดว่าถ้าเราเขียนในเรื่องที่เราถนัด เนื้อหาที่ออกมาน่าจะเป็นเนื้อหาที่มีคุณค่า  การให้ความสำคัญในการทำ content เป็นสิ่งสำคัญ ในโลกออนไลน์และในการทำธุรกิจ

แล้วสอง ผมก็คิดว่า…

เอาง่าย ๆ ครับ ประชากรนักขายทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเซลส์ ไม่ว่าจะเป็นนักขายรูปแบบไหน พ่อค้าแม่ค้า หรือจะเป็นเจ้าของกิจการก็ตาม คนที่ต้องเกี่ยวข้องกับการขายทั่วประเทศ น่าจะมีประชากรเป็นหลักล้าน เราเชื่อว่าตลาดกลุ่มนี้น่าจะใหญ่พอ

แล้วเราพบว่าเนื้อหาของเราอาจจะสามารถช่วยตอบโจทย์ แก้ไขปัญหาให้บางสิ่งบางอย่างที่กลุ่มนี้เจออยู่ลุล่วงออกไปได้

เราก็เลยเริ่มจากการจะเขียนข้อมูลที่คิดว่าน่าจะช่วยให้กลุ่ม target แก้ปัญหาบางอย่างได้ อันนี้ก็คือที่มาที่ไป ผสมรวมความถนัดของเรา เพื่อช่วยตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับกลุ่มเป้าหมาย

ทีนี้แนวคิดที่จะเขียน content ณ ปัจจุบันถึงแม้ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการก็ตาม สิ่งที่ผมมักจะใช้เวลามากกว่าอย่างอื่นก็คือ การลงพื้นที่จริง การลงไปพบลูกค้า การลงไปกับนักขายที่บริษัท

เราชอบที่จะลงพื้นที่จริงไปพบลูกค้า มากกว่าที่จะนั่งอยู่ในออฟฟิศ เพราะฉะนั้น 70-80%  ของเวลาส่วนใหญ่เราก็ยังคลุกคลีอยู่กับการขายเหมือนเดิม

ประกอบกับประสบการณ์สิบกว่าปีที่ผ่านมา  ที่เราเจอลูกค้ามาน่าจะเป็นหลักหลายหมื่นราย คลุกคลีกับนักขายน่าจะเกือบหลักพันคน เราก็เลยเอาประสบการณ์จริงตรงนี้ ที่เราเจออยู่ทุกวันและสิ่งที่เราเคยเจอมา ตีแผ่ออกมาเป็น how to ที่ให้หลาย ๆ คนจับต้องได้

เราชอบอ่านข้อมูลของใครก็ตามที่เค้าทำจริง ประสบความสำเร็จจริง เราก็เลยคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราทำจริงและทำอยู่แล้วด้วย ก็เลยอยากจะเอาสิ่งที่ทำได้มาแชร์ให้กับนักขายหลาย ๆ คนได้หยิบยืมเอาไปใช้เป็นอาวุธในการขายได้”

Editor Note

เราได้รู้จักคุณเล็กมากขึ้นในหลาย ๆ มุม และได้แนวคิดมาปรับใช้เยอะขึ้น และคุณเล็กเป็นอีกตัวอย่างนึงของคนที่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันรวดเร็ว แฟน ๆ นักอ่านชาว  Leader  Wings คงอยากจะทราบกันใช่ไหมคะ ในเรื่องของหลักในการประสบความสำเร็จของคุณเล็กนั้น มีอะไรบ้าง

key หลักแห่งความสำเร็จ 3 ข้อ สู่การเป็นนักธุรกิจ 100 ล้าน

“หลัก 3 ข้อ สู่ความสำเร็จส่วนตัวของผม อันดับแรกเหมือนเดิมจริง ๆ เคยพุดเรื่องนี้ไปแล้ว แต่อยากพูดซ้ำ สิ่งที่คิดว่าแพงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของผม คือ เวลา

1. “ห้ามพูดเด็ดขาดว่า เราไม่มีเวลา”

“ถ้าหากจริง ๆ มันต้องเจอ ห้ามมีข้อแก้ตัวเรื่องเวลาให้กับตัวเองเด็ดขาดนั่นคืออันแรก”

2. วิธีการ “โฟกัส” ของเรา

“ผมจะอ้างอิงอย่างงี้ครับ ผมเองอยู่ในฐานะของผู้บริหารฝ่ายขาย เราจะมีประโยคต้องห้ามที่เราห้ามพูดถึง ห้ามคุยกัน

สมมติว่าใครก็ตามที่ทำไม่ถึงยอด เราจะไม่ถามเขาว่า ทำไมถึงทำไม่ถึงยอด แต่เราจะถามว่า แล้วต้องทำยังไง ถึงจะทำให้ถึง นั่นแปลว่าอะไรครับ”

“คือเราไม่เสียเวลาในการวนเวียนถึงการหาสาเหตุ เราไม่สนใจในเรื่องของปัญหาแต่เรา จะโฟกัส ถึง solution หรือวิธีการมากกว่า หลาย ๆ ท่านก็เหมือนกันครับ อย่าไปโฟกัสถึงสาเหตุที่ทำยังไงถึงจะล้มเหลว ให้ปักธงไปเลย และคิดอย่างเดียว ว่าทำยังไงให้ชั้นเดินไปถึงตรงนั้น”

“ย้ำอีกทีนึงนะครับอยู่ที่การโฟกัส ถ้าเราโฟกัสที่ปัญหาก็จะได้ปัญหา ถ้าเราโฟกัสที่ solution หรือวิธีการเราก็จะได้วิธีการ ลืมไปเลยครับว่าคุณจะล้มเหลวแล้วเป็นยังไง แต่บอกตัวเองอย่างเดียวว่าฉันไปถึงแน่ แต่วิธีการที่จะไปต้องไปวิธีไหน”

3.“ห้ามหยุดเรียนรู้เด็ดขาด”

“ถ้าเมื่อไหร่ที่เราคิดว่า ตัวเก่งแล้วแน่แล้ว วันนั้นเนี่ยเสร็จเลย โดนน้อคทันที แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราบอกตัวเองว่า ต้องเก่งได้กว่านี้อีก ต้องศึกษาเพิ่มเติมได้กว่านี้อีก มีเรื่องไม่รู้อีกเป็นร้อยเป็นพันเรื่อง เมื่อนั้นแหละครับเราก็จะเก่งไปเรื่อย ๆ ทุกวัน ๆ”

a_kiittanan-01สรุป 3 ข้อ คือ

  • อย่ามีข้อแก้ตัวเรื่องเวลา
  • อย่าไปโฟสกัสที่ปัญหา แต่ให้โฟกัสที่วิธีการ
  • อย่าหยุดเรียนรู้เด็ดขาด เพราะการหยุดเรียนรู้ก็คือคุณถอยหลังลงคลองนั่นเอง

Editor Note

และเราก็ได้รู้จักกับนักธุรกิจร้อยล้านคนนี้มากขึ้น ทั้งมุมมอง แนวคิด และวิธีการทำงานของคุณเล็ก กฤตนัน วิโรจน์สายลี สิ่งที่จะเห็นชัดเจนมาก ๆ เลยนั่นก็คือ คุณเล็กจะให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดระบบบริหารเวลา

คุณเล็กได้ให้ค่าของเวลา เป็นสิ่งที่แพงที่สุดเป็นอันดับต้น ๆ ของชีวิต นั่นก็เพราะว่า หากเราจัดระบบเวลาได้ดี ทุกอย่างในชีวิตจากเรื่องยากที่ดูวุ่นวาย จะกลายเป็นเรื่องง่าย และนำพาเราไปสู่ความสำเร็จไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามค่ะ

แนวคิดการจัดระบบตรงนี้ของคุณเล็กสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกคน ทุกอาชีพ ทุกวัย และอีกเรื่องนึงก็คือการให้ความสำคัญกับหน้าที่ที่เราทำอยู่ ไม่ว่าจะทำอะไร อาชีพไหน ตำแหน่งอะไร เราสามารถเก็บเกี่ยวทุกอย่างมาเป็นประสบการณ์และปรับใช้ได้ในอนาคต

เหมือนที่คุณเล็กเคยเป็นพนักงานออฟฟิศ ทั้งตำแหน่งนักขาย ตำแหน่งผู้บริหาร และเก็บเกี่ยวสิ่งที่ได้จากการทำหน้าที่ตรงนี้ มาใช้ในการเป็นเจ้าของกิจการได้

จุดเริ่มต้นทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราค่ะ วันนี้เราบริหารจัดการระบบตัวเอง และทำหน้าที่ตัวเองดีพอหรือยัง

“หากเรามีความสม่ำเสมอในการจะทำอะไร และมีความมุ่งมั่น การทำตามความฝัน และนำพาตัวเองไปสู่ความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อมเลยค่ะ”

สามารถติดตาม คุณเล็ก กฤตนัน วิโรจน์สายลี ได้ทาง facebook fanpage “Sales101” และ เพจ “Norden LED” 

และสำหรับคนที่รักการเรียนเกี่ยวกับงานขาย การตลาด และบริหารธุรกิจ ไม่มีเหตุผลที่คุณจะหยุดเรียนรู้ ตอนนี้ลีดเดอร์ วิงส์ เปิดแฟลตฟอร์เรียนออนไลน์แบบบุฟเฟต์ เรียนได้ทุกคอร์สไม่จำกัดและจ่ายแค่ครั้งเดียว ทั้งนี้มีคอร์สที่สอนโดยคุณเล็ก กฤตนัน วิโรจน์สายลี หลายหลักสูตร

ทัชชญา ศุภตระการสุข

ทัชชญา ศุภตระการสุข

ผู้ทำงานเบื้องหลังวงการ TV สู่เบื้องหน้าการเป็นนักเขียนประจำเว็บไซต์ Leader wings

More Posts

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เทคนิค Online Marketing 2017
Login/Register access is temporary disabled